วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผลกระทบการรับรู้เรื่องโรคเอดส์ต่อโครงสร้างทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ในภาคเหนือ

พศิน แตงจวง 2541
บทคัดย่อ
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพโครงสร้างทางสังคม กระบวนการทางสังคมที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์อาศัยอยู่ และศึกษาความคิดเห็นของประชาชนต่อการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โรคเอดส์ เก็บข้อมูลโดยวิธีผสมผสานทั้งเชิงปริมาณ กับผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการสถานเริงรมย์ สถานพยาบาล ผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้น หรือ ARC หรือมีเชื้อ HIV+ ที่เป็นชาวเขาและชาวชนบทจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูนและพะเยา จำนวน 460 คน และเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์แพทย์ พยาบาลจากสถานพยาบาล ผู้ป่วยเอดส์และผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 32 คน ผลการวิจัยพบว่า
โครงสร้างทางสังคมและกระบวนการทางสังคมในชุมชนก่อนมีผู้ป่วยโรคเอดส์อาศัยอยู่ มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ช่วยเหลือกัน ไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนกันอย่างอบอุ่น มีวัฒนธรรมเข้มแข็ง มีการนับถือผีปู่ย่าเพื่อควบคุมพฤติกรรม มีการเคารพผู้สูงอายุ มีประเพณี ความเชื่อที่ช่วยขัดเกลาให้สมาชิกมีค่านิยมแบบสงบ เรียบง่าย หลังจากที่ชุมชนมีการติดต่อสื่อสารกับภายนอกมากขึ้น ทำให้ต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นและมองเห็นช่องทางการทำมาหากิน ได้เคลื่อนย้ายแรงงานออกไปทำงานในเมือง ในโรงงานอุตสาหกรรมช่วงนอกฤดูการเกษตร ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2534 ชาวนาชาวไร่ส่วนใหญ่ขายที่ดินที่นา ทำให้คนที่ไม่ขายที่นาไม่สามารถทำนาได้เพราะขาดแรงงาน ขาดการช่วยเหลือเกื้อกูล ขาดอำนาจการต่อรอง ขาดกลุ่มพลังทางภูมิปัญญาที่ช่วยกันแก้ไขปัญหา กลุ่มที่ขายที่ดินกลายเป็นเศรษฐีใหม่ ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้ผู้ที่ไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุรู้สึกเสียหน้า เข้ากับใครในหมู่บ้านไม่ได้ รู้สึกอับอาย จึงต้องขวนขวายซื้อมาโดยผลักดันให้ลูกหลานไปทำงานในเมือง ทำให้วิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนแปลงไป เกิดการเลียนแบบ ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย เที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ไม่ว่าเด็กวัยรุ่น หรือมีครอบครัวแล้วก็ตาม
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เศรษฐีใหม่และชาวบ้านเริ่มประสบปัญหา เมื่อเงินที่ขายที่นาหมดลง ต้องว่างงาน ไม่มีรายได้ ทำให้วัยหนุ่มสาวส่วนหนึ่งที่จบการศึกษาภาคบังคับ(ป.6) หรือแม้แต่คนที่มีครอบครัวต้องออกไปทำงานต่างถิ่น เหลือแต่คนแก่อยู่เฝ้าบ้านกับเด็กวัยเรียนหนังสือ การออกไปทำงานนอกชุมชนทำให้ความเข้มแข็ง การพึ่งพา ความเชื่อและค่านิยมเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับโรคเอดส์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ชุมชนวุ่นอยู่กับการไปเยี่ยมเยียนผู้ป่วยโรคเอดส์ ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่เป็นลูกหลาน ญาติ ทำให้เวลาทำมาหากินลดลงเป็นเหตุทำให้สังคมเกิดความอ่อนแอลงอีก ผู้อาวุโสต้องไปร่วมกิจกรรมงานศพเกือบทุกวัน ทุกคนวุ่นวายใจ กังวลใจ เนื่องจากศพที่เกิดจากโรคเอดส์ส่วนใหญ่เป็นศพวัยหนุ่มสาว เด็กกำพร้ามีปริมาณเพิ่มขึ้น ขาดคนดูแล ขาดความรัก ขาดความอบอุ่นขาดคำชี้แนะอบรมสั่งสอน เกิดทุพโภชนาการ คุณภาพการศึกษาต่ำและเกิดปัญหามากมาย เด็กที่พ่อแม่ป่วยเป็นเอดส์ไม่สามารถเล่นกับเด็กคนอื่น เนื่องจากถูกรังเกียจ มีผลกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก
มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงวิธีการจัดการศึกษาใหม่แบบถอนรากถอนโคนเพราะสิ่งที่ปรากฏเกิดจากความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในอดีต ควรเน้นให้รู้จักคิดวิเคราะห์ ค้นคว้าหาความจริงมากกว่าการท่องจำ นักพัฒนาพึงใส่ใจในปัญหาที่เป็นจริงโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ หาความจริงและหาทางแก้ปัญหาภายในชุมชนแบบ “จิ๋วแต่แจ๋ว” พึงส่งเสริมให้ชุมชน รัก หวงแหนวัฒนธรรมของตนเอง ให้มีการพึ่งพาตนเอง มากกว่าหวังพึ่งพาจากภายนอก พึงสร้างให้รู้จักยอมรับความผิดพลาด ความบกพร่องของตนเองมากกว่ากล่าวโทษผู้อื่น ในระดับรัฐบาลพึงส่งเสริม กระตุ้นให้เกียรติชุมชนว่ามีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาของตนเอง พึงให้รางวัลชุมชนที่พึ่งตนเองได้ด้วยภูมิปัญญา

คำสำคัญ: ผลกระทบจาก AIDS ชีวิตของผู้ป่วยเอดส์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน โครงสร้างทางสังคม การรับรู้

บทนำ
นับตั้งแต่โรคเอดส์ได้ถูกค้นพบและแพร่กระจายทั่วโลก ผู้ค้นพบเชื้อเอดส์คนแรกเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ Luc Montagnier และคณะโดยสามารถแยกเชื้อได้จากต่อมน้ำเหลืองของคนไข้ที่เป็นรักร่วมเพศ และป่วยเป็นโรคเอดส์ในปี ค.ศ. 1983 ให้ชื่อไวรัสนี้ว่า Lymphadenopathy Associated Virus หรือ LAV ในปี พ.ศ. 2527 Robert Gallo และคณะแพทย์จากสหรัฐอเมริกาสามารถแยกเชื้อเอดส์ได้จากเม็ดเลือดขาวของคนไข้โรคเอดส์และตั้งชื่อว่า Human T-cellLympho-tropic Virus TypeIII (HTLV - III) ต่อมาพบว่า LAV และ HTLV-III เป็นไวรัสตัวเดียวกัน แต่เรียกชื่อที่แตกต่างกันไป จึงได้ตกลงตั้งชื่อเรียกเป็นสากลว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV)
คนป่วยโรคเอดส์ถูกค้นพบในประเทศไทยครั้งแรกและเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2527 จำนวน 1 ราย เป็นชายไทยที่ได้เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกามีพฤติกรรมเป็นชายรักร่วมเพศ ต่อมาได้ค้นพบจากการตรวจเลือดว่ามีประชากรชาวไทยติดเชื้อ HIV+ และกลายเป็นพาหะนำเชื้อ จนถึงขั้น ARC และเป็น AIDS เต็มขั้นในปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2527 พบผู้เป็น AIDS เต็มขั้น จำนวน 1 ราย ในปี พ.ศ. 2532 พบผู้เป็น AIDS เต็มขั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 12 ราย ขั้น ARC จำนวน 67 ราย 1 มีนาคม 2535 พบคนป่วยเป็นเอดส์เต็มขั้นเพิ่มจำนวนเป็น 367 ราย ขั้น ARC จำนวน 612 ราย ในปี พ.ศ. 2540 มีผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 70,013 คน ผู้ติดเชื้อที่มีอาการจำนวน 29,007 คนและผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่แสดงอาการจำนวน 800,000 คน
คนไข้เอดส์รายแรกของภาคเหนือพบที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2530 เป็นชายขายบริการให้ชาวต่างชาติ อีก 1 ปีต่อมาได้พบเลือดบวกในหญิงขายบริการทางเพศรายแรก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางทำให้มีการแพร่กระจายเชื้อเอดส์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีผู้เข้าไปใช้บริการโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์จำนวนมาก ในขณะที่การแพร่กระจายโรคเอดส์ในกลุ่มชาวเขาเริ่มมีมากขึ้นเนื่องจากมีวัยรุ่นชาวเขาเข้ามาทำงานในเมืองและเที่ยวหญิงขายบริการทางเพศ ครั้นเมื่อกลับไปในชุมชน วัยรุ่นบางเผ่าสามารถมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวที่ตนรักก่อนแต่งงานได้ นอกจากนี้ปริมาณการหาหญิงชาวพื้นราบไปขายบริการทางเพศเริ่มหายากขึ้น จึงทำให้มีปริมาณความต้องการชาวเขาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้เท่าทันไปเป็นหญิงขายบริการทางเพศในปริมาณสูง (Worldview Thailand, nd.: 2)
รายงานของสำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 10 พบว่าอัตราการติดเชื้อ HIV ในเขตภาคเหนือตอนบนสูงกว่าอัตราการติดเชื้อของประเทศ เช่น ในการตรวจเชื้อหญิงบริการในจังหวัดเชียงราย พบถึงร้อยละ 67 ชายที่มาตรวจ STD พบร้อยละ 24 และพบในหญิงมีครรภ์ถึงร้อยละ 2.5 ในขณะที่อัตราการติดเชื้อเฉลี่ยทั่วประเทศร้อยละ 14.9, 4.4 และ 0.2 ตามลำดับ (สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 10 ม.ป.ป.: 1-2) เมื่อจัดลำดับผู้ติดเชื้อเอดส์แยกตามภาคต่าง ๆ สถาพร มานัสสถิตย์ (2534: 29) จัดให้ภาคเหนือมีผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นอันดับ 2 รองจากภาคกลาง แต่เมื่อจำแนกระยะการป่วยพบว่าเป็น AIDS เต็มขั้นในจังหวัดเชียงใหม่มีอัตราสูงสุด(กองระบาดวิทยา 2535: 6-7) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการได้คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์มีปริมาณมากกว่าสถิติที่ปรากฏหลักฐาน มีแพทย์และพยาบาลจำนวนหลายท่านขอลาออกจากราชการ เนื่องจากพบว่าคนไข้ที่มาขอรับการรักษาส่วนใหญ่มีเชื้อเอดส์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มีผู้ป่วยครอบครองเตียงคนไข้จำนวนถึงร้อยละ 25 ในปี พ.ศ. 2538 มีคนเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ถึงวันละ 2 คน(ธงชัย เติมประสิทธิ์ 2538) ในช่วงปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาปริมาณการเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์สูงขึ้นมาก เช่นบางหมู่บ้านในอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์เดือนละ 2-4 คน ในขณะที่บางหมู่บ้านในอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์สัปดาห์ละ 1 คน ทำให้สภาพบรรยากาศในชุมชนชนบทเงียบเหงาและมีภารกิจใหม่คือ การไปร่วมงานศพ แทนที่จะคุยกันเรื่องการทำมาหากิน แต่คุยกันว่าจะพาคนป่วยโรคเอดส์ไปรักษาที่ไหนดี มียาสมุนไพรที่ไหนบ้างที่จะช่วยอาการป่วยทุเราลงบ้าง แทนการไปร่วมกันทำงาน เอาแรงกันทำมาหากิน หรือร่วมกันพัฒนาชุมชนเฉกเช่นก่อน
เนื่องจากผู้ป่วยโรคเอดส์มักมีการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ในที่สุดร่างกายก็ไม่สามารถทนทานได้ (สถาบันเอดส์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) การรักษาทำได้เพียงรักษาอาการของโรคแทรกซ้อน ซึ่งในที่สุดก็เสียชีวิตลง สถิติพบว่าผู้ติดเชื้อเอดส์มีอยู่ทุกกลุ่มอายุและอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร กลุ่มบริการทุกชนิด กระจายอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ (กองระบาดวิทยา 2535: 5) หากคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องมารับเชื้อเอดส์จะทำให้ติดเชื้อโรคแทรกซ้อนได้ง่าย ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ใจไม่คิดประกอบอาชีพการงานหรือแม้จะทำงานก็ทำได้ไม่เต็มที่เพราะจะอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ต้องเข้ารับการรักษาตัวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายของครอบครัวสูง ยิ่งไปกว่านั้นประเทศชาติต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากในการที่จะต้องรักษาเยียวยา ค้นคว้าทดลองเพื่อหายามารักษา บริการสังคม หาสถานที่รักษาและดูแลเฝ้าระวังผู้ป่วยเอดส์ รวมทั้งหาทางควบคุมและป้องกันมิให้แพร่กระจายสู่ประชาชนทั่วไป
โรคเอดส์มิใช่โรคที่เป็นภาระของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อทุกฝ่ายรวมทั้งนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับประเทศชาติ แต่นับตั้งแต่ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ได้ถูกส่งไปสู่ชุมชนพบว่า ประชากรมีความแตกตื่น หวาดกลัวโรคเอดส์มากถึงขั้นฆ่าตัวตาย หรือขับไล่ผู้ป่วยโรคเอดส์ไปอยู่ห่างไกลชุมชน นอกจากนี้สถาพร มานัสสถิตย์ (2534: 137) ได้กล่าวว่า ชายที่เคยสำส่อนทางเพศกับหญิงบริการอาจเปลี่ยนรูปแบบไปมีภรรยาน้อยมากขึ้น ปริมาณการข่มขืนเด็กอาจมีเพิ่มมากขึ้น การมีเพศสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่นด้วยกันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แทนการไปเที่ยวหญิงขายบริการ
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าความเลวร้ายของโรคเอดส์ได้ถูกประมวลเป็นข้อมูลที่น่าสะพรึงกลัวจนก่อให้เกิดจุดร้าวฉานในสังคมที่ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ไปถึง และอาจก่อให้เกิดปัญหาใหม่ในแต่ละชุมชนคือเกิดสภาวะเกรงกลัวกันและกัน ตั้งข้อสงสัยว่าบุคคลข้างเคียงหรือเพื่อนฝูงหรือคู่รักมีเชื้อเอดส์หรือเปล่าซึ่งเป็นผลร้ายต่อโครงสร้างทางสังคมแบบพึ่งพาอาศัยอย่างมาก นอกจากนี้ยังสร้างปัญหาถึงสภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ การเมือง และการปกครองอีกด้วยซึ่งนับเป็นปัญหาต่อสังคมอย่างมาก แต่การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน สังคมยังไม่มีการดำเนินการอย่างมีระบบ การศึกษาข้อเท็จจริงและผลกระทบของข้อความรู้เรื่องโรคเอดส์ในกลุ่มชนต่าง ๆ น่าจะเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงเจตคติ ความเข้าใจจากประชากรกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำข้อความรู้เหล่านั้นมาวางแผนวิธีการให้ข้อมูลที่เปราะบางเพื่อแก้ปัญหาและป้องกันกระบวนการทำลายโครงสร้างทางสังคมโดยเฉพาะในสังคมที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์ขั้นต่าง ๆ อาศัยอยู่ และในสังคมที่มีการแพร่กระจาย มีการรับเชื้อเอดส์และมีปริมาณผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์มากที่สุดคือภาคเหนือ ตอนบน
วัตถุประสงค์
1. ศึกษาสภาพโครงสร้างทางสังคมที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์ระดับต่าง ๆ อาศัยอยู่
2. ศึกษากระบวนการทางสังคมในชุมชนที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์ระดับต่าง ๆ อาศัยอยู่
3. ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ในชุมชน ต่อการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โรคเอดส์ในด้านต่าง ๆ

วิธีดำเนินการ
1. กลุ่มตัวอย่าง
1.1 การเลือกหมู่บ้าน ได้เลือกหมู่บ้านในกลุ่มชาวเขาและชาวชนบทมาจังหวัดละ 3 อำเภอ ๆ ที่มีลักษณะเด่น (ด้อย) คือ มีผู้ป่วยโรคเอดส์ขั้น Full blown หรือ ARC หรือมีเชื้อ HIV+ ที่พร้อมจะเปิดเผยตัว ให้ความร่วมมือให้รายละเอียดไม่น้อยกว่าอำเภอละ 40 คน มีโรงพยาบาล สถานีอนามัย สถานเริงรมย์และอยู่ในจังหวัดภาคเหนือตอนบน
1.2 การเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักเพื่อใช้สัมภาษณ์แบบเจาะลึก
1.2.3 ผู้ป่วยเต็มขั้น จำนวน 8 คน ได้แก่ ผู้ป่วยเต็มขั้นจากจังหวัดละ 2 คน
1.2.4 ผู้ติดเชื้อ HIV+ จำนวน 8 คน ได้แก่ ผู้ติดเชื้อ HIV+ จากจังหวัดละ 2 คน
1.2.5 ผู้นำชุมชน/นักการเมืองท้องถิ่น จำนวน 8 คน ได้แก่ผู้นำชุมชนจากจังหวัดละ 2 คน
2. เครื่องมือ
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กันไป ดังนี้
2.1 วิธีเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามปลายปิด กับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในชุมชนเดียวกับผู้ป่วยโรคเอดส์เต็มขั้น และติดเชื้อ HIV/AIDS แบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ แสดงความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
2.2 วิธีเชิงคุณภาพ โดยใช้การสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วมและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก
3. วิธีการรวบรวมข้อมูล
3.1 การสังเกต ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยซึ่งเป็นข้าราชการในชุมชนนั้น ๆ ได้สังเกต โดยมีขอบเขตการสังเกตเกี่ยวกับด้านการปฏิสัมพันธ์และการปฏิบัติต่อผู้ป่วย การอยู่กับผู้ป่วยโรคเอดส์
3.2 การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย ได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักทั้ง 32 คน ตามขอบเขตด้านเนื้อหา
3.3 การใช้แบบสอบถาม ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย ให้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 460 คน กรอกแบบสอบถามเพื่อตรวจสอบความรู้สึกเจตคติที่มีต่อโรคเอดส์และการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยเอดส์ในแง่มุมต่าง ๆ ตามขอบเขตด้านเนื้อหา
4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้ดำเนินการวิเคราะห์ควบคู่กับการหาข้อมูลเพิ่มเติมในภาคสนาม แล้วเขียนเชิงพรรณนา ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณได้ดำเนินการคำนวณ ค่าร้อยละ Mean, Standard Deviation, Chi – Square One way ANOVA และเปรียบเทียบเป็นรายคู่โดยวิธีของ Scheffe
ผลการวิจัย
สภาพโครงสร้างทางสังคมที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์ ในอดีตเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีโครงสร้างทางครอบครัวแบบครอบครัวขยาย มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีการนับถือผีปู่ย่าคอยควบคุมพฤติกรรม มีประเพณีคอยขัดเกลาให้มีค่านิยมแบบสงบ ต่อมาผลจากการขยายฐานเศรษฐกิจตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 6 เป็นต้นมา ทำให้ความเจริญด้านสาธารณูปโภค ข้อมูลข่าวสารทั้งในแง่ดีและไม่สร้างสรรค์หรือมอมเมาประชาชน แพร่เข้าไปในชุมชนมากขึ้น ทำให้ชุมชนที่อยู่ห่างไกลเมืองซึ่งมีอาชีพหลักทางภาคเกษตรกรรม มีรายได้พออยู่พอกินแบบเรียบง่าย มีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เกิดมีความต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นและมองเห็นช่องทางการทำมาหากินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ประชาสัมพันธ์ในสื่อสารมวลชน ได้เคลื่อนย้ายแรงงานออกไปทำงานในเมืองช่วงนอกฤดูการเกษตร เนื่องจากงานภาคเกษตรกรรมจะจ้างแรงงานช่วงสั้นและจ้างถูกกว่าค่าแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีรายได้เป็นเดือน ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2534 ชาวนาชาวไร่ได้ขายที่ดินที่นา ทำให้คนที่ไม่ขายที่นาไม่สามารถทำนาได้เหมือนเก่าเพราะขาดแรงงาน ขาดความสมดุลของระบบนิเวศน์ ขาดการช่วยเหลือเกื้อกูล การเห็นอกเห็นใจกันได้สูญหายไป ขาดอำนาจการต่อรอง ขาดผู้เชี่ยวชาญหรือกลุ่มพลังทางภูมิปัญญาที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา กลุ่มที่ขายที่ดินแล้วกลายเป็นเศรษฐีใหม่ มีเงินก้อนใหญ่ ได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยกับวัตถุนิยม บ้านไหนที่ไม่มีจะรู้สึกเสียหน้า เข้ากับใครในหมู่บ้านไม่ได้ รู้สึกอับอาย จึงต้องขวนขวายซื้อมาโดยผลักดันให้ลูกหลานไปทำงานในเมือง เศรษฐีใหม่มีรสนิยมใหม่ เช่น รับประทานอาหารนอกบ้าน หาความสำราญจากร้านอาหาร/ร้านเครื่องดื่ม ทำให้วิถีชีวิต ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนแปลงไป เลียนแบบกันฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย เที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ไม่ว่าเด็กวัยรุ่นหรือมีครอบครัวแล้ว
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เศรษฐีใหม่และชาวบ้านเริ่มประสบปัญหา เมื่อเงินเก่าที่ขายที่นาหมดลง ร้อยละ 80 ต้องซื้อข้าวสารบริโภค เนื่องจากแหล่งทำกินมีจำกัดปริมาณคนมีมากกว่าปริมาณงาน เกิดการว่างงาน ไม่มีรายได้ ทำให้วัยหนุ่มสาวส่วนหนึ่งที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ป. 6) ถูกผลักจากครอบครัวให้ดิ้นรนหาเงินในเมืองใหญ่ ต่างจังหวัดหรือแม้แต่ขายบริการทางเพศ โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวหรือแม้แต่คนที่มีครอบครัวแล้วก็จำต้องจากครอบครัวไปทำงานต่างถิ่น ทำให้บางชุมชนเหลือแต่คนแก่อยู่เฝ้าบ้านกับเด็กวัยเรียนหนังสือ
ในช่วงปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา เยาวสตรีที่เคยออกไปขายบริการทางเพศจำนวนหนึ่งกลับบ้านและได้นำเชื้อเอดส์กลับมาด้วยได้แต่งงานกับชายหนุ่มในหมู่บ้านโดยไม่รังเกียจอาชีพเก่าแต่อย่างใดเหมือนเช่นบรรพบุรุษ แต่เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อเอดส์สามารถแพร่โดยการมีเพศสัมพันธ์จึงมีผลให้มีปริมาณผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์สูงมากถึงเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 คน ทำให้กลุ่มแม่บ้านต้องหันมาผลิตสินค้าชิ้นใหม่คือ "พวงหรีด" "ดอกไม้จันท์" ไว้บริการให้แก่สมาชิก บางคนที่อยู่ในระยะเจ็บป่วยจะรู้สึกทนทุกข์ทรมานมากเนื่องจากทำงานหนักไม่ได้เหมือนก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ คนในครัวเรือนเองก็ไม่ค่อยดูแลกัน เด็กหลายคนกลายเป็นเด็กกำพร้า เนื่องจากพ่อแม่หย่าร้างกันหรือพ่อแม่เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กร เช่น ผู้ใหญ่บ้านประธานกลุ่มแม่บ้านบางแห่งไม่มีความสนใจที่จะแก้ปัญหา ทำให้ทางออกของผู้ป่วยเอดส์ไม่มี จึงต้องคิดว่าเป็นเวรเป็นกรรมที่เกิดมาจนจนต้องออกไปขายแรงงาน เสี่ยงโชคหรือขายบริการทางเพศ ในอาชีพขายบริการทางเพศนั้นฝ่ายหญิงไม่มีอำนาจการต่อรองกับแขกได้เลยและฝ่ายหญิงปฏิเสธมากไม่ได้ เพราะมีการศึกษาต่ำ ส่วนใหญ่ต้องปล่อยให้แขกปฏิบัติตามอำเภอใจว่าจะใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้โรคเอดส์ระบาดไปทั่วและไม่มีทางหยุดได้ แต่การเปลี่ยนค่านิยมไม่ให้ลูกสาวไปขายบริการทางเพศนั้นเป็นเรื่องยากเพราะส่วนใหญ่มองวิธีการแก้ปัญหาความยากจนโดยวิธีอื่นไม่ออก จึงใช้ระบบผลิตซ้ำ เนื่องจากหลายครอบครัว แม่หรือญาติเคยมีอาชีพดังกล่าวมาก่อนโดยไม่มีการคิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้บริหารหมู่บ้าน สมาชิกสภาจังหวัด ต่างมีความหวาดกลัวว่าในอนาคตคนไทยแท้ ๆ จะไม่มีคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์เพียงพอที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา และเกรงว่าชาวต่างชาติหรือชาวเขาจะเข้ามาครอบครองประเทศ เป็นผู้นำชุมชนหรือเป็นตัวแทนใน อบต. สจ. สส. หากเราไม่สามารถหาคนไทยที่มีประสิทธิภาพ มีพลังเพียงพอที่จะดูแลประเทศชาติให้สง่างามได้
เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ต่อการรับรู้เรื่องโรคเอดส์ว่ามีผลกระทบด้านโครงสร้างทางสังคมเพียงใด เมื่อนำมาหาค่าความแปรปรวนพบว่าเกือบทุกข้อที่พบว่าไม่มีความแตกต่าง มีเพียง 1 ข้อที่มีความแตกต่าง คือ "แพทย์ พยาบาลเอาใจใส่รักษาผู้ป่วยเอดส์เช่นเดียวกับผู้ป่วยอื่น ๆ" ซึ่งมีค่า F Ratio = 23.216 ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบด้านโครงสร้างทางสังคมมาก ประกอบ ด้วยปัญหาโรคเอดส์ก่อให้เกิดปัญหา คือทำให้ปริมาณคนวัยหนุ่มสาวในชุมชนลดลง เปลี่ยนแปลงแนวคิดในการประกอบอาชีพ สังคมใช้ประโยชน์จากคนวัยหนุ่มสาวได้ลดลง ขาดบุคคลวัยหนุ่มสาวที่จะเข้ามาทำงาน กิจกรรมกลุ่ม เช่น กลุ่มหนุ่มสาว กลุ่มแม่บ้าน
ในส่วนของผลกระทบด้านกระบวนการทางสังคมในชุมชนพบว่า ก่อนมีผู้ป่วยเอดส์ครอบครัวช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี แม้ขณะที่มีผู้ป่วยเอดส์ในครอบครัว สมาชิกทุกคนยังมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันดี คนส่วนใหญ่ยังให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยเอดส์เช่นเดียวกับผู้ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ โรคเอดส์ทำให้พ่อแม่ให้ความเอาใจใส่ ดูแลตักเตือนบุตรหลานมากขึ้น มีการพูดคุยปรึกษาหารือกันในชุมชนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้นกว่าเดิม ครอบครัวและชุมชนมีภาระที่ต้องเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยเอดส์เพิ่มขึ้น ทำให้หนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงการคบหากันในรูปแบบใหม่ รูปแบบการดูแลเอาใจใส่ต่อกันในครอบครัวชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยอมรับว่าผู้ติดเชื้อเอดส์ที่ยังไม่แสดงอาการยังสามารถไปทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ แต่ในบางแห่งจะมีผู้ไปร่วมในงานศพที่ตายด้วยโรคเอดส์น้อยกว่าผู้ป่วยด้วยโรคอื่นและมีการพิจารณาจำแนกแยกแยะ รังเกียจว่าเป็นงานของคนป่วยเอดส์หรือคนปกติ การติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างกันมีน้อยลงกว่าเดิม และหนุ่มสาวที่ออกไปหางานทำและติดเอดส์กลับมาชุมชนจะไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชน

อภิปรายผล

"ONE WORLD ONE HOPE"
"โลกนี้ยังมีหวัง รวมพลังหยุดยั้งเอดส์"

1. โรคเอดส์ทำลายระบบความเข้มแข็งระบบครอบครัว โรคเอดส์ก่อให้เกิดปัญหาสังคมได้แก่ทำให้เกิดเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กเข้าทำงานก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจาก
1.1 การหย่าร้างของครอบครัว สาเหตุของการหย่าร้างน่าจะมีต้นเหตุมาจากหลายประการ แต่ที่เด่นชัดก็เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของครอบครัวเดี่ยว บางคู่ก็อยู่ด้วยกันโดยไม่มีพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีและให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ทำงานในเมืองหรือแม้กระทั่งนักศึกษาซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความกดดันทางเศรษฐกิจ ผลการวิจัยของพศิน แตงจวง (2541) พบว่าสตรีที่กลับจากการขายบริการทางเพศซึ่งส่วนใหญ่ติดเชื้อเอดส์มีปัญหาการหย่าร้างหรือคู่ครองเสียชีวิตเนื่องจากโรคเอดส์ ขาดผู้อาวุโสเอื้ออาทร ตักเตือน ให้ความรัก ความห่วงใย คอยขัดเกลา ให้มีความเชื่อแบบไทย ๆ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพบว่าติดเชื้อเอดส์ ทำให้การตัดสินใจที่จะหย่าร้างเป็นไปอย่างง่ายดาย จากการออกไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนพบว่า ในแต่ละโรงเรียนมีเด็กกำพร้าอันเกิดจากการหย่าร้างและพ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ไม่น้อยกว่า 5-10 คน และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งจะเป็นภาระให้แก่สังคมต่อไป นอกจานี้ยังมีสถิติที่นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค (2540) เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2539 มีคนติดเชื้อเอดส์ในโลกและยังมีชีวิตอยู่ราว 22.6 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนถึง 1 ล้านคน เด็กกำพร้าเป็นเด็กที่น่าสงสารทั้งสภาพจิตใจและกาย ยิ่งเป็นเด็กกำพร้าอันเนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ก็ยิ่งน่าสงสารมากขึ้น เนื่องจากเด็กคนอื่น ๆ จะไม่เข้ามาคลุกคลี เล่นด้วยเพราะเกิดความขยะแขยง รังเกียจ ด้วยเหตุนี้การหย่าร้างรูปแบบใดก็ตามล้วนเป็นต้นเหตุของการทำลายทั้งโครงสร้างทางสังคมและกระบวนการทางสังคม ซึ่งสมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข ก่อนถึงวาระของการ "สิ้นชาติ" เนื่องจากเอดส์เป็น "ลางแห่งวันสิ้นพิภพ" เพื่อป้องกันการสูญเสียสอดคล้องกับความคิดของชัยอนันต์ สมุทวนิช (2536) ที่กล่าวว่า "โรคเอดส์อาจทำให้มนุษย์สูญเผ่าพันธุ์ลงได้"
อย่างไรก็ตาม ประเวศ วะสี (2536) และทวีทอง หงษ์วิวัฒน์ (2536) ต่างย้ำว่าการจะเผชิญกับวิกฤตการณ์โรคเอดส์นั้นจะทำไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยถ้าชุมชนไม่เข้มแข็ง โดยนิธิ เอียวศรีวงค์ (2536) กล่าวสนับสนุนความคิดดังกล่าวว่า "เราต้องมองว่าชุมชนเป็นทุนสำคัญในการแก้ปัญหาโรคเอดส์" ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันและสร้างองค์กรชุมชนขึ้นมาเองและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
1.2 โรคเอดส์ โรคเอดส์เป็นปัจจัยทำให้พ่อ-แม่ป่วย หรือเสียชีวิตลงและเด็กได้กลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กได้กลายเป็นกลไกที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายโรคเอดส์อีกแหล่งหนึ่งเนื่องจากเด็กเหล่านี้จะออกหาเงินโดยการขายบริการทางเพศไปเรื่อย ๆ ผลกระทบด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นค่อนข้างสับสน วุ่นวายใจ ไร้อนาคต ตรงตามที่ผลสรุปบรรยาย รวมเรื่องและบันดาลใจความร่วมมือในการทำงานและความสัมพันธ์เป็นสภาพชีวิตภายหลังการติดเชื้อว่า "เหมือนการโดยสารเครื่องบินโดยไร้จุดหมายปลายทางที่แน่นอน อีกทั้งต้องละทิ้งความใฝ่ฝัน ความคาดหวังและความปรารถนาทั้งมวลไป" อย่างไรก็ตาม พศิน แตงจวง (2537) ก็มีความเชื่อว่าสักวันจะมีหนทางแก้ไขได้หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันดัง ข้อความที่ว่า
"ท้องทะเล แม้จะดูเหมือนไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ทะเลก็ยังมีฝั่ง
การต่อสู่กับภัยเอดส์ แม้จะดูเหมือนไม่มีโอกาสชนะได้เลย
ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้สักวัน เช่นกัน"
นั่นคือปัญหาโรคเอดส์จะต้องไม่ใช้กระบวนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ สม่ำเสมอและไม่สร้างภาพที่น่ากลัว มีความเชื่อกันว่า สังคมสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อชีวิตและพฤติกรรมของมนุษย์ทุกเพศทุกวัยที่จะหล่อหลอมเจตคติ จิตสำนึกและพฤติกรรม ดังนั้นการที่จะให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ดี เราต้องสร้างโอกาสการเรียนรู้โดยผ่านสิ่งแวดล้อมในสังคมที่ดีทุกรูปแบบด้วย ซึ่งธนวรรธน์ อิ่มสมบูรณ์(2540) ได้เสนอแนวคิดไว้ในบทความเรื่องพฤติกรรมวัยรุ่นกับโรคเอดส์ว่า สมควรหาทางออกให้ 3 ทาง คือ
1) สนับสนุน ส่งเสริมให้เด็กมีความพึงพอใจในความรู้ ความสามารถด้านการเรียน ของตนเอง
2) ส่งเสริมให้เด็กมีความพึงพอใจ สนุกสนาน เพลิดเพลินกับการเล่นกีฬาและงานอดิเรกที่สร้างสรรค์
3) สนับสนุน ส่งเสริมให้เด็กได้สนใจและมีทักษะทางการดนตรีและการใช้เวลาว่างให้เพลิดเพลิน แต่การพัฒนาเด็กของเรายังดำเนินการพัฒนาสติปัญญาผิดพลาดตั้งแต่ต้น กล่าวคือ เด็กในวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบควรได้รับการพัฒนาสมองซีกขวา แต่กลับไปส่งเสริมการท่องจำซึ่งเป็นการพัฒนาสมองซีกซ้าย ทำให้สมองซีกขวาถูกขัดขวางการเจริญ การแก้ปัญหาโดยวิธีการทั้ง 3 จึงเป็นการ "แก้ปัญหา" มากกว่าการป้องกัน
1.3 จากข้อค้นพบที่ว่าโรคเอดส์ได้ทำลายระบบครอบครัว การออกไปทำงานที่อื่นนอกชุมชนเป็นต้นเหตุของการทำลายระบบความเข้มแข็งระบบครอบครัว ดังคำกล่าวที่นักแสวงหางานทำต่างประเทศว่า "ไปเสียนา มาเสียเมีย" นั้นเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เป็นคำกล่าวที่สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของวัฒนธรรมไทยที่ถูกรุกรานจากวัฒนธรรมตะวันตกที่ติดมากับสังคมอุตสาหกรรมหรือบริโภคนิยม
2. โรคเอดส์ทำลายระบบความเข้มแข็งของชุมชน ในชุมชนจะมีผู้นำ 2 แบบคือ
2.1 ผู้นำอย่างเป็นทางการ จากข้อค้นพบที่ว่าโรคเอดส์ได้ทำลายระบบสังคมของชุมชนในสมัยก่อนเราคุ้นเคยกับคำว่า "ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน" แต่ในยุคนี้เรามักได้ยินคำว่า "อบต" เข้ามาแทนที่ กลุ่ม อบต. ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะทำงานตามความต้องการของชุมชนได้มากกว่าผู้ใหญ่บ้านกำนัน แต่ทั้งหมดต่างก็อยู่ภายใต้ระบบราชการซึ่งจะเน้นการทำงานตามภาระหน้าที่ที่ระเบียบกฎหมายรองรับ ผู้นำกลุ่มนี้จะเดินทางไปแลกเปลี่ยน รับนโยบายจากทางราชการเป็นระยะ ๆ ทำให้งานถูกขอร้องหรือกำหนดจากภายนอก โดยมีงบประมาณเป็นปัจจัยล่อให้เกิดความสนใจที่จะทำงาน ทำให้การทำงานขาดพลังร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่โครงการที่ถูกกำหนดจากราชการจะไม่คำนึงถึงความแตกต่างในบริบท ผู้นำอย่างเป็นทางการจึงเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ในการนำความเชื่อ ค่านิยมจากภายนอกเข้าสู่ชุมชนโดยขาดความตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาอีกมาก
2.2 ผู้นำตามธรรมชาติ จากข้อค้นพบที่ว่าโรคเอดส์ได้ทำลายระบบการควบคุมโดยชุมชน ในสมัยก่อนเนื่องจากการคมนาคมเป็นไปอย่างยากลำบาก เมื่อคราวเจ็บป่วย เกิดปัญหาขึ้นจำเป็นต้องมีผู้อาวุโสคอยช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้และต่อมาก็ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำ ผู้นำประเภทนี้จะไม่มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง ไม่มีอิทธิพลบังคับใครๆ ทางการไม่ได้แต่งตั้ง แต่เป็นผู้นำเพราะความศรัทธาเพราะความสามารถเฉพาะตัวและจะเป็นผู้ที่สามารถชักจูง โน้มน้าวความคิดของคนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานใด ๆ จะเน้นความรับผิดชอบร่วมกันมากกว่า มักมีการจัดเวทีพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ในแหล่งงานที่ทำงาน การกำหนดเป้าหมาย กิจกรรมจะคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบททำให้กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามครรลองครองธรรมและไม่แปลกแยกจากชุมชน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเมื่อปริมาณผู้นำอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นมากเท่าไร ปริมาณของผู้นำตามธรรมชาติก็จะหดหายไป ดังเช่น การรักษาโรคภัยไข้เจ็บในสมัยก่อนอาศัยยาสมุนไพรที่ได้จากภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นหลักแต่เมื่อเทคโนโลยีและยาปฏิชีวนะให้ผลรวดเร็วกว่า ทำให้ยาสมุนไพรต้องถูกกีดกัน
3. โรคเอดส์ทำลายระบบความเข้มแข็งของสถาบัน
3.1 ศาสนา โรคเอดส์มีส่วนทำลายความเชื่อในสมัยก่อน ซึ่งมีวัดเป็นสถาบันที่ช่วยขัดเกลาด้านจิตใจ เป็นแหล่งสร้างความเชื่อให้กับชุมชน อย่างไรก็ตามในระยะต่อมาเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการป่วยเป็นโรคเอดส์ของพระสงฆ์ การมีเพศสัมพันธ์กับทั้งสตรีและเด็กผู้ชาย ปัญหาเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อศาสนาอย่างรุนแรง ทำให้เยาวชนห่างเหินจากศาสนาไปมาก ประกอบกับการเทศนาสั่งสอนของพระสงฆ์ยังเป็นไปในรูปแบบเดิม คือ สั่งสอนตาม "พระธรรม" โดยขาดการประยุกต์หรือขาดการยกตัวอย่างเชิงประจักษ์
3.2 การศึกษา จากข้อค้นพบที่ว่าโรคเอดส์ได้ทำลายระบบต่าง ๆ ของชุมชน แต่ดูเหมือนว่าการศึกษาที่เราคาดหวังว่าจะเป็นแหล่งที่พึ่งสุดท้ายในการขัดเกลาพฤติกรรมของคนในชุมชน แต่กลับเป็นว่าการศึกษาได้กลายเป็นเครื่องมือทำมาหากิน มีการแข่งขันด้านการศึกษาอย่างรุนแรง นอกจากนี้การศึกษาก็ยังเป็นในรูปแบบเดิมคือ "การยัดทะนาน"มากกว่า "การคิดอย่างวิเคราะห์" จึงทำให้เด็กส่วนใหญ่ท่องจำเพื่อเอาความรู้ไปสอบ แต่เมื่อมีโจทย์ปัญหาประจำวันที่ให้คิดวิเคราะห์จึงทำไม่ได้ หากการเรียนการสอนยังเหมือนเดิมที่มุ่งเน้น "การแต่งตัวเลข" ว่ามีคนเรียนจบระดับชั้นสูงตามแผน การศึกษาของเรายังคงเน้นที่ "สำเร็จการศึกษา" หรือใบวุฒิบัตร โดยไม่ค่อยคำนึงถึงคุณภาพที่แท้จริง ดังนั้นผลผลิตจึงมีผู้สนใจน้อยว่าได้เกิดการเรียนรู้เพียงใด มีสติปัญญาพียงพอที่จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคมเพียงใดหรือว่า "ยิ่งเรียนสูงยิ่งเห็นแก่ตัว" ถ้าเช่นนั้นแล้วการศึกษาที่ประชาชนทั่วไปต้องเสียภาษีให้มีการตั้งสถาบันการศึกษาด้วยหวังที่จะให้ลูกหลานเรียนเป็นคนดีของชาติก็น่าเสียดายยิ่ง จึงถึงเวลาแล้วที่นักการศึกษาควรจะให้ความสนใจกับคุณภาพ อย่างแท้จริงก่อนที่เราจะไม่มีอะไรเหลือเป็นเอกลักษณ์ชาติไทยให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปได้ชื่นชม การศึกษาไม่ควรขังตัวเองอยู่แต่ใน "รั้วของโรงเรียน" เท่านั้น ปัญหาที่มีในชุมชนโรงเรียนควรตระหนักและให้ความสนใจที่จะเข้าไปร่วมศึกษา ร่วมแก้ปัญหา ผสมผสานความรู้ใหม่กับภูมิปัญญา การศึกษาทุกระดับควรมีการทบทวนปรัชญา ภารกิจ หน้าที่ที่แท้จริง และรวมถึงควรมีการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน
3.3 องค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นยุคของการก่อตั้งองค์กรต่าง ๆ ในชุมชนมากที่สุด เพื่อให้ได้ชื่อว่าการมีส่วนร่วม จากผลการวิจัยพบว่ามีการก่อตั้งมูลนิธิเกี่ยวกับโรคเอดส์ในชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่จะช่วยเหลือตัวเองในแนวเชิงรับ แต่สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือการทำงานเชิงรุก กล่าวคือควรเน้นที่การป้องกันให้มากด้วย เนื่องจากยังมีปริมาณผู้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายการรณรงค์ต้านภัยเอดส์ยังไม่ประสบความสำเร็จนั่นเอง ซึ่งนักจิตวิทยามองว่าพฤติกรรมเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอดส์นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า"ประชาชนยังไม่ตระหนักต่อภัยของโรคเอดส์ที่จะเกิดขึ้น" ผู้เขียนเชื่อว่าการที่พฤติกรรมการเสี่ยงรับเชื้อเอดส์ที่ยังคงมีอยู่นั้นเกิดจาก "ความบกพร่องทางระบบคิด" ทางออกหนึ่งที่อาจทำได้คือการให้สมาชิกในองค์กรได้เสวนากันให้มากเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละชุมชน มากกว่าการนำภูมิปัญญาจากภายนอกซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับบริบทนั้น ๆ และยังมีผลกระทบให้เกิดการทำลายวัฒนธรรม ศักยภาพ ความศรัทธาและความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย การตั้งองค์กรโดยได้รับอิทธิพลแนวคิดจากภายนอกมักไม่มีความยั่งยืน อาจเนื่องมาจากความไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงหรือจัดตั้งเพราะถูกขอมาแต่ไม่มีคุณค่าต่อสังคมนั้น ๆ เพราะห่างไกลจากภูมิปัญญาที่มีอยู่
4. โรคเอดส์ทำลายความเข้มแข็งด้านแรงงาน จากข้อค้นพบที่ว่าโรคเอดส์ได้ทำลายระบบการใช้แรงงานร่วมกัน เนื่องจากไม่มีแรงงานพอที่จะทำงานได้เหมือนก่อนหรือมีปริมาณแรงงานไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่จึงได้หันไปใช้เครื่องจักรในการประกอบอาชีพมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือก่อให้เกิดมลภาวะ ต้องใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มากขึ้นเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ ความอ่อนแอในชุมชนยิ่งทวีคูณ เศรษฐกิจยิ่งจนลงเรื่อย ๆ การที่ชุมชนไม่พึ่งพากันทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินซึ่งมีความสัมพันธ์กับค่าแรงจะยิ่งสูงขึ้น ๆ เนื่องจากไม่มีความผูกพัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีการเจ็บป่วยในชุมชน ๆ จะให้ความเห็นใจ เอื้ออาทรกันน้อยลง ทางออกของชุมชนก็คือมีการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทนที่ในเกือบทุกโรงงานที่ใช้แรงงานหนัก
5. โรคเอดส์มีผลกระทบต่อโรงงาน โรคเอดส์ได้สร้างความตระหนกและหวาดหวั่นจากนักลงทุน เนื่องจากค่าแรงงานในประเทศไทยค่อนข้างแพง แต่ไร้คุณภาพ มีวันขอหยุดทำงานจำนวนมาก แถมนายจ้างต้องเสี่ยงต่อการจ่ายสวัสดิการรักษาโรคเอดส์อีกด้วย
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้พยากรณ์ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจ แรงงานไทยจะทรุดลงอีก ในขณะที่ประเทศข้างบ้าน เช่น ประเทศมาเลเชีย เวียดนาม จีน จะเฟื่องฟูและขึ้นมาแทนไทย หากเราไม่ช่วยกันแก้ไข ปรับวิธีคิดเรื่องการอุตสาหกรรม การปฏิบัติงานของข้าราชการเสียใหม่ สร้างวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลกว่าที่เป็นอยู่ "สร้างวิญญาณของความรักชาติ รักแผ่นดิน ทำเพื่อชาติเฉกเช่นบรรพบุรุษที่เคยทำมาก่อน"
ข้อเสนอแนะ
1. การศึกษา แนวการจัดการศึกษาของไทยควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วนและลึกแบบถอนรากถอนโคน เพราะนักเรียนเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาจำนวนมากโดยปราศจากความรู้ทางวิชาการ ขาดความพร้อมเป็นพื้นฐานในการเลือกเรียนวิชาที่จะเกี่ยวข้องกับอาชีพในอนาคตแต่อย่างใด" ทำให้กว่าร้อยละ 70 เข้าสู่ตลาดแรงงานโดยปราศจากความรู้วิชาการที่พร้อมจะเข้าไปฝึกฝนทักษะเฉพาะทางของงานในสถานประกอบการ
2. การศึกษานอกระบบ ควรเน้นที่การฝึกการประกอบอาชีพ การส่งเสริมทักษะอาชีพแบบครบวงจรอย่างแท้จริงมากกว่าการสอนสายสามัญ(ที่ปราศจากคุณภาพ) หรือการฝึกทักษะแบบผิวเผินเท่านั้น เนื่องจากในสายตาของชาวโลกในปัจจุบันประเทศไทยได้ผ่านขั้นตอนการใช้แรงงานขั้นต่ำแล้ว ควรเป็นแรงงานที่มีทักษะ หรืออย่างน้อยก็กึ่งทักษะ แต่ในความเป็นจริงแรงงานไทยขาดทักษะ ขาดความรู้ความสามารถ ขาดระบบคิด ขาดความอดทน ไม่มีวิสัยทัศน์ของการเป็นแรงงานที่มีคุณค่า
3. สถาบันอุดมศึกษา การจัดการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาควรมีการพัฒนา ปรับปรุงใหม่ โดยเน้นให้รู้จักคิดวิเคราะห์ ค้นคว้าหาความจริงด้วยตนเอง เช่น ควรเริ่มให้ทำการวิจัยหรือ ค้นคว้าอิสระ มากกว่าการท่องจำซึ่งไม่ได้สร้างสรรค์สติปัญญา สถาบันอุดมศึกษาพึงกระทำตนให้เป็นที่พึ่ง เป็นผู้นำทางที่ดี ช่วยพัฒนาสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่านำพาประชาชนเดินขบวนซึ่งเป็นพฤติกรรมสร้างปัญญาหาและเป็นการกระทำแบบปลายเหตุ

บรรณานุกรม
กลุ่มงานวิจัยการให้บริการทางการแพทย์ (2540). ข่าวสารโรคเอดส์. ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 มีนาคม.
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2539). ที่ระลึกเนื่องในพิธีเปิดศูนย์พัฒนาวิชาการปรึกษาเรื่องเอดส์. 23
กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข (2535). สรุปสถานการณ์โรคเอดส์ ประจำวันที่ 31พฤษภาคม
ข่าวสารเอดส์ (2539). "งาน Home Based Care ในเขต กทม." ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 1-15 มกราคม.
จดหมายข่าว ศูนย์เพื่อชีวิตใหม่ (2541). "สมุนไพรสำหรับผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี" ปีที่ 3 ฉบับที่ 20 เมย.-พค.
ธงชัย เติมประสิทธิ์ (2538). "เอดส์ยำเชียงใหม่แย่เฉลี่ยคร่าวันละ 2 คน". จดหมายข่าวชุมชนสัมพันธ์ป้องกันเอดส์.
ฉบับที่ 28 สิงหาคม.
ธนวรรธน์ อิ่มสมบูรณ์(2540). “คู่มือการเฝ้าระวังสุขภาพ” เอกสารประกอบการประชุม 22-28 กุมภาพันธ์ จัดโดย
กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข
บุญส่ง นิลแก้ว และพศิน แตงจวง (2535). KAPB เกี่ยวกับโรคเอดส์ของประชาชนใน
ชนบทจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ รายงานการวิจัย เสนอ Care International.
ประคอง วิทยาศัยและวิชาญ วิทยาศัย (2537). "เมื่อลูกศิษย์ติดเอดส์" แพทย์ไทยต้านภัย
เอดส์. เชียงใหม่: มูลนิธิเกื้อดรุณ.
ประพันธ์ ภานุภาค (2540). "ติดเอดส์จากแม่" ข่าวสารโรคเอดส์ ปีที่ 10 ฉบับ 9 กันยายน.
พศิน แตงจวง (2536). Model การถ่ายทอดความรู้เรื่องโรคเอดส์ด้วยสื่อบุคคลและประสิทธิภาพของสื่อบุคคล
เอกสารประกอบการนำเสนอผลงานทางวิชาการการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม
แอมบาสเดอร์ 7-9 กรกฎาคม
__________ (2537ข). “กระบวนการถ่ายทอดความรู้เรื่องโรคเอดส์ด้วยสื่อบุคคล” วารสารการศึกษานอกระบบ
สมาคมการศึกษานอกระบบแห่งประเทศไทย ปีที่ 8 ฉบับที่ 21 ตุลาคม.
วีรสิทธิ์ สิทธิไตรย์ และคณะ (2534). รูปแบบการมีความสัมพันธ์ทางเพศในสังคมไทย รายงานการวิจัยเสนอ โครงการ
โรคเอดส์ สภากาชาดไทย และองค์การอนามัยโลก (เอกสารอัดสำเนา).
สำนักงานควบคุมโรคติดต่อเขต 10 (ม.ป.ป.). สถานการณ์โรคเอดส์และความจำเป็นของการให้บริการปรึกษา
อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์ พศิน แตงจวง และสุกัญญา นิมานันท์ (2536). รูปแบบการเผยแพร่เรื่องโรคเอดส์ด้วยสื่อบุคคล
รายงานวิจัยเสนอคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Benz, Carolyn R. (1996). "School to work: Beginning the journey in middle school" Clearing House
A Journal for Educational Research Controversy and Practices. Vol. 70 No. 2 Nov.-Dec.
NORAD (1990). AIDS : New challenges in development cooperation. Oslo: Food for thought from a
NORAD/NGO Workshop on AIDS and development. (Mimeographed).
Worldview Thailand (nd.). Communication for AIDS prevention in the Hill tribe areas of northern Thailand (mimeographed).

พัฒนาการของรูปแบบการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอก

พศิน แตงจวง
อารัมภบท
นับตั้งแต่เมื่อราวศตวรรษที่ 19 ที่โลกได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นมาเพื่อสร้างชาติให้พัฒนาองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม (Samoff, 2003: 53) ในขณะที่ประเทศไทยมีสถาบัน อุดมศึกษาแห่งแรกในศตวรรษที่ 20 คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2459 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีประกาศพระบรมราชโอการ ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชพลเรือนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับได้ถึงปัจจุบันราว 90 ปี ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาทั้งสิ้นราว 646 แห่ง ช่วงเวลาดังกล่าวได้มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและรวดเร็วซึ่ง Schugurensky (2003: 292-294) มองว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผลักดันให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาต้องตระหนักตนเองว่าต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมาะสมทั้งไม่สามารถหลีกหนีจาก postindustrial economy ซึ่งเกิดจากผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความรู้ การจัดการมากกว่าทุนและแรงงานเท่านั้น สถาบันอุดมศึกษาต้องเป็นสถาบันการศึกษาของทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติและระดับนานาชาติ เนื่องจากภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ประเทศต่าง ๆ ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งของหมู่บ้านโลก สถาบันการศึกษายุคใหม่จึงถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาให้ต้องผลิตคนที่มีความรู้และมีทักษะสูงขึ้นเพื่อสนองสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต้องการแรงงานที่สามารถปรับตัวได้ดีและสามารถทำงานที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วย (Rutgers University, http://oirap/.rutgers. edu/strategic/) ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งของหมู่บ้านโลก สถาบันการศึกษายุคใหม่จึงต้องพร้อมที่จะให้บริการแก่ลูกค้าหรือผู้รับการศึกษาหลากหลายประเภท หลากหลายความต้องการ ทั้งที่เป็นบุคคลในท้องถิ่น ในประเทศและจากประเทศต่าง ๆ ด้วยปรัชญา วิสัยทัศน์และภารกิจใหม่ ตามบทบาทและจุดมุ่งหมายของแต่ละประเภทและระดับการศึกษาที่สถาบันนั้น ๆ ดำเนินการ(Samoff, 2003: 53) ดังที่ Rutgers University บัญัติว่า The university exists in a global arena. Our perspectives and academic programs must reflect this context. ในขณะเดียวกัน ลูกค้าหรือผู้รับการศึกษาก็ได้สร้างแรงผลักดันให้สถาบันการศึกษาต้องปรับรูปแบบการจัดการศึกษา วิธีการให้บริการการศึกษาและมีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องตามสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่าง ๆ ของลักษณะภาระงานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังที่เมธี ปิลันธนานนท์ (2546 : 1) กล่าวว่า ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลกระทบถึงรูปแบบการบริหารและการจัดการของสถาบันการศึกษาอย่างมาก ในทำนองเดียวกันสถาบันการศึกษาใดสามารถปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมได้รับการตอบสนองจากลูกค้าอย่างดี ซึ่งมีผลดีต่อเศรษฐกิจการเงินและการบริหารจัดการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (อุทัย ดุลยเกษม 2546 : 61-63)

รูปแบบการจัดการศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วโลกมีหลากหลายรูปแบบ เช่น จัดแบบมีชั้นเรียนในสถาบันการศึกษา จัดร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศ จัดร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่นจากต่างประเทศ จัดโดยสถาบัน (เช่น สถาบันวิจัย) จัดแบบมีชั้นเรียนในสถาบันการศึกษาอื่นหรือศูนย์บริการการศึกษา จัดแบบไม่มีชั้นเรียนในรูปของมหาวิทยาลัยเสมือน e-learning หรือระบบ online มหาวิทยาลัยบรรษัท (Corporate university) จัดแบบเรียนทางไกลโดยมีการจัดบรรยายเป็นครั้งคราว จัดแบบตลาดวิชา จัดแบบการศึกษานอกระบบหรือตามอัธยาศัยหรือตลอดชีวิต จัดการเรียนการสอนโดยบรรษัทและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น Dell University ของ Dell Computer Corporation; General Motor University ของ General Motors Corporation และ Motorola University ของ Motorola เป็นต้น รูปแบบการจัดการศึกษาดังกล่าวจัดทั้งในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา : ปริญญาโท ปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก (นท.หญิงทิพยรัตน สีเพชรเหลือง 2544: 66; ยงยศ พรตปกรณ์ 2544: 94-127)
จากการตรวจสอบจำนวนสาขาวิชาที่เปิดสอนระดับปริญญาเอกในกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ(ไม่รวมมหาวิทยาลัยเปิด)ในประเทศไทยในปีการศึกษา 2546 พบว่ามหาวิทยาลัยที่มีอายุการก่อตั้ง 40 ปีขึ้นไป มีการเปิดสอนระดับปริญญาเอก 7-16 สาขาวิชา โดยมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนระดับปริญญาเอกมากที่สุด จำนวน 16 สาขาวิชา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดสอน 14 สาขาวิชา มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดสอน 9 สาขาวิชา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดสอน 8 สาขาวิชาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดสอน 7 สาขาวิชา ในขณะที่มหาวิทยาลัย ขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคที่มีอายุน้อยกว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดสอนระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 3 สาขาวิชา ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคแห่งแรก เปิดทำการสอนมานานราว 40 ปี เปิดสอนระดับปริญญาเอกนับถึงภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2546 เพียง 1 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ เป็นหลักสูตรนานาชาติ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดสอนระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์น้อยที่สุด แม้เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยเปิดใหม่(เช่นมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ซึ่งแต่ละแห่งเปิดสอนไม่น้อยกว่า 2 สาขาวิชา (พศิน แตงจวง 2548)

แม้ว่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีแผนการเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกมาตั้งแต่แผน พัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียใหม่ ฉบับที่ 7 เนื่องจากในขณะนั้นได้มีประสบการณ์เปิดสอนระดับปริญญาโทมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับความสนใจจากคณาจารย์เท่าที่ควร หลักสูตรจึงไม่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง ต่อมาในแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียใหม่ ฉบับที่ 9 ในปีการศึกษา 2546 และ 2547 สาขาวิชาต่าง ๆ ได้เสนอแผน การเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกรวม4 สาขาวิชา(การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ภาวะผู้นำและวิจัยและการพัฒนาการศึกษา) โดยที่ 2 ใน 4 หลักสูตรคือ การพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์(ชื่อหลักสูตรนี้เคยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อ กุมภาพันธ์ 2543) ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย เมื่อนำเสนอหลักการ แนวคิดของหลักสูตรถึงระดับคณะ หลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์และสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อนุมัติให้เปิดสอนได้ในปีการศึกษา 2547 ส่วนหลักสูตร “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ผู้บริหารโดยกรรมการบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ได้ตรวจสอบแนวคิดด้านปรัชญาการศึกษา วัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ผ่านโดยคณะกรรมการอ้างว่าผู้สอนขาดคุณสมบัติที่จะสอนระดับปริญญาเอก ปรัชญาการศึกษาและแนวการจัดการเรียนการสอนยังไม่เหมาะสม โดยมองดูความเหมาะสมของการใช้ภาษา และที่สำคัญมีความเกรงกลัวต่างๆ นานา แทนที่จะแสวงหาแนวทางพัฒนาความพร้อมหรือช่วยกันปรับปรุงภาษาให้เหมาะสม จึงทำให้คณาจารย์ที่มีความตั้งใจพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต้องสะดุดเป็นระยะๆ และท้ายที่สุดคณะกรรมการบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มีมติไม่เห็นชอบกับชื่อหลักสูตรดังกล่าว ทำให้หลักสูตรปริญญาเอกสาขาวิชาดังกล่าวต้องตกไป

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว บทความนี้จึงมุ่งเน้นการกล่าวถึงความเป็นมา วิวัฒนาการ ปัจจัยเงื่อนไขของการประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง มีการร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศในรูปแบบต่างๆ ซึ่งTangchuang(2003) ได้นำเสนอแนวคิดเครือข่ายความร่วมมือในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาในเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ จังหวัดภูเก็ต ได้รับการขานรับแนวคิดนี้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ Tangchuang; Mounier; and Pongwart (2004) ได้นำเสนอแนวคิดการผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ คุณธรรม และทักษะสอดคล้องกับความต้องการและพัฒนาการของโลก ในการประชุมทางวิชาการของ ASAIHL-Thailand เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จัด ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นอกจากนี้บทความนี้ยังได้สังเคราะห์ว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยที่เปิดสอนระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีพัฒนาการรูปแบบการจัดการลักษณะใดบ้าง รูปแบบการจัดการศึกษาในลักษณะใดที่ประสบ ปัญหา เพราะเหตุใด และรูปแบบใดมีปัญหาน้อยที่สุด รวมทั้งเสนอแนะการบริหารจัดการการศึกษาระดับปริญญาเอกในยุคต่อไป

ข้อมูลที่ใช้ในการเขียนบทความนี้ได้จากการวิจัยซึ่งผู้เขียนได้ทำการเก็บข้อมูลจากสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์โดยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกประธานสาขาวิชาหรือหัวหน้าภาควิชาจำนวน 15 สาขาวิชา นอกจากนี้ยังให้คณะกรรมการ ประธาน คณบดีและรองคณบดีทั้งที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันและอดีตตอบแบบสอบถาม มีแบบสอบถามส่งกลับคืนและใช้ในการวิเคราะห์จำนวน 192 ชุด มหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่ม เป้าหมายในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วิวัฒนาการการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอก
Hill, S.C.; Fensham, P.J. and Howden, I.B. (1974: 13-14) กล่าวว่าการเริ่มต้นของการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในออสเตรเลียมีความคล้ายกับของยุโรปคือ การเน้นหนักที่การค้นคว้า วิจัย การประเมินผลดำเนินการโดยการสอบ(รวมหรือไม่รวมการสอบปากเปล่า) ภายในเล่มของวิทยานิพนธ์ประกอบด้วย การสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะศึกษา การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลที่สัมพันธ์กับวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและนำเสนอบทเรียน สิ่งที่เกิดเป็นความรู้ (State of knowledge) จากการวิจัย โดยอาจารย์รุ่นแรก ๆ ของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ หลังจากที่ได้เดินทางกลับประเทศได้ดำเนินการในประเทศของตนเอง ดุษฎีบัณฑิตของประเทศออสเตรเลียครั้งแรกเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งใน Melbourne และ Sydney ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามการทำวิจัยเพื่อรับปริญญาเอกนับเป็นจุดเด่นที่เข้มงวดอย่างมาก แต่ก็ได้มีการจัดหาทุนสนับสนุนการค้นคว้าศึกษาวิจัยเพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักศึกษาได้ทุ่มเทค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังด้วย

การจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเทศไทยมีขึ้นครั้งแรกเมื่อราวปีการศึกษา 2525 ได้แก่ สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษา การวัดผลประเมินผล หลักสูตรและการสอน การปกครอง และภาษาไทยเปิดสอน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฑูตเปิดสอน ณ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์ วิจัยพัฒนาหลักสูตร และวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ เปิดสอน ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และสาขาวิชาศาสนศึกษาเปิดสอน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย 2525) ในปีการศึกษา 2530 มหาวิทยาลัยที่ทำการเปิดสอนระดับปริญญาเอกเพิ่มเติมในระยะต่อมาได้แก่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามลำดับ (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย 2530)

ปรัชญาของหลักสูตรก่อนปี พ.ศ. 2538
ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่าประเทศไทยได้มีการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มาตั้งแต่ราวปีการศึกษา 2525 คำตอบที่ได้รับจากผู้ตอบแบบสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นว่าการจัดการศึกษาสมัยนั้นกำหนดปรัชญาการศึกษาของหลักสูตรระดับปริญญาเอกไว้ว่าเพื่อมุ่งผลิตดุษฎีบัณฑิต โดยเน้นการวิจัยควบคู่ไปกับการมีความรู้ด้านเนื้อหาและทฤษฎี กล่าวคือ มุ่งเน้นให้มีศักยภาพด้านการวิจัย ร้อยละ 66.0 เน้นด้านความรู้เนื้อหาวิชา ด้านทฤษฎี ร้อยละ 61.8 เน้นด้านการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ร้อยละ 58.6 ตามลำดับ ในขณะที่ เน้นด้านอื่น ๆ รองลงมา ได้แก่ ด้านการคิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 45.5 ด้านบูรณาการเนื้อหาวิชาระดับสากลและระดับชาติ ร้อยละ 44.0 และให้มีศักยภาพด้านการจัดการ ร้อยละ 30.9 ตามลำดับ ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทบวงมหาวิทยาลัยซึ่งมีหน้าที่ควบคุมมาตรฐานหลักสูตรเห็นว่าการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกแต่ละสถาบันการศึกษามีความแตกต่างและหลากหลายมาก ในขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มจะมีการขยายเปิดสอนมากขึ้น จึงได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานโครงสร้างหลักสูตรปริญญาเอก ว่า ในกรณีที่รับผู้เข้าเรียนจบระดับปริญญาตรีจะต้องจัดวิชาต่าง ๆ ให้เรียนไม่น้อยกว่า 54 หน่วยกิต แล้วทำวิทยานิพนธ์ และในกรณีที่รับผู้เข้าเรียนที่จบระดับปริญญาโทจะต้องจัดวิชาให้เรียนไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต แล้วทำวิทยานิพนธ์ (สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย 2530 : 234-236)

ปัจจัยและเงื่อนไขที่ทำให้การผลิตดุษฎีบัณฑิตกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในช่วงก่อนปีการศึกษา 2538 มีสภาพดังที่กล่าวข้างต้นอาจเนื่องมาจาก มีสถาบันการศึกษาจำนวน 6 แห่งที่เปิดสอนระดับปริญญาเอก ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารยังมีจำกัด มีแหล่งค้นคว้าไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือสื่อต่าง ๆ มีจำนวนจำกัด คณาจารย์ที่มีศักยภาพสูงในเฉพาะสาขาวิชาและวิชาที่สัมพันธ์มีจำนวนจำกัด เช่น ในปี พ.ศ. 2513 สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยทุกสาขาวิชามีอาจารย์ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกเพียง 780 คน เป็นอาจารย์ประจำ 379 คน อาจารย์พิเศษ 304 คนและเป็นชาวต่างประเทศ 97 คน อาจารย์ที่มีวุฒิระดับปริญญาเอกส่วนใหญ่สังกัดในกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (สำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติ 2513) นอกจากนี้ไพโรจน์ อรุณมงคลผล (2530: 55) กล่าวว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำแนกได้ 2 ประเภทคือ ประเภทที่ทำงานไปวันหนึ่ง ๆ เพื่อรอการปลดเกษียณ และอาจารย์ประเภทที่ก้าวหน้า คือมีความใส่ใจต่อกิจการต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและนักศึกษา การรับนิสิตนักศึกษาในช่วงแรกจึงเน้นการสอบและคัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีผลการศึกษาสูงคือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสำหรับผู้สมัครสอบที่มีวุฒิปริญญาตรี และมี GPA ไม่ต่ำกว่า 3.5 สำหรับผู้สมัครสอบที่มีวุฒิปริญญาโท เป็นบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ที่มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอก การเรียนการสอนจึงเน้นที่การเรียนการสอนให้จดจำเนื้อหาจากตำราต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากอาจารย์ได้สะสมความรู้ทางประเทศตะวันตกมามาก ทำให้เน้นที่การสอนความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา มากกว่าส่งเสริมให้เรียนรู้กระบวนการทำวิจัยชั้นสูง(เกษม สุวรรณกุล 2531: 9) นักศึกษาต้องเสียเวลากับการอ่าน ท่องจำและแปลหนังสือ ตำรา งานวิจัย วิทยานิพนธ์จากต่างประเทศเนื่องจากขาดองค์ความรู้ที่เป็นของตนเอง ประกอบกับในยุคนั้นแนวความคิดของทฤษฎีทุนมนุษย์ หรือ Human Capital Theory ที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสังคมและโอกาสก้าวหน้าส่วนบุคคล มีอิทธิพลค่อนข้างสูงมากในหมู่นักวิชาการและวางแผนพัฒนาทั่วโลก โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยในโลกที่สาม ประกอบกับลัทธิทุนนิยมได้ผูกขาดในรูปแบบบรรษัทข้ามชาติแพร่ขยายเกือบทั่วโลก อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำนวนมากได้รับทุนการศึกษาให้ศึกษาต่อต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็ส่งผู้เชี่ยวชาญและให้เงินมาช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง (อรพันธ์ เจือศิริภักดี 2530 : 114-116) ด้วยขีดจำกัดดังกล่าวจึงทำให้นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีศักยภาพสูงเกิดความเบื่อหน่ายในระบบการจัดการศึกษาดังกล่าว ได้ลาออกไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยตรงเมื่อสถาบันการศึกษาต่างประเทศตอบรับหรือได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ

ปัจจัยเงื่อนไขที่ทำให้ต้องอาศัยตำราจากต่างประเทศเป็นหลักเนื่องจากอาจารย์ผู้มีความสามารถทางสติปัญญาได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศและเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วให้ความสนใจสั่งสมประสบการณ์ด้านการวิจัยน้อย ทำให้มีความรู้ในศาสตร์ที่สัมพันธ์กับบริบทไทยไม่ลึกและไม่สามารถเติมเต็มความรู้ให้ทันสมัย ประกอบกับเงื่อนไขของการสร้างมหาวิทยาลัยในระยะเริ่มต้นมี 3 ลักษณะ (เกษม สุวรรณกุล 2531: 8) ประกอบด้วย 1) มีจุดมุ่งหมายหลักที่จะผลิตบุคคลเพื่อไปรับราชการ 2) เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นหนักแต่การสอนเพียงอย่างเดียว 3) เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยราชการ(เว้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในระยะแรก) จากข้อจำกัดความไม่สมบูรณ์ของวัตถุประสงค์และทรัพยากรมนุษย์ (อาจารย์) ดังกล่าว การจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยจึงยังไม่เน้นการวิจัย ประกอบกับนิสิตนักศึกษามีแหล่งค้นคว้าจำกัดเนื่องจากเทคโนโลยีสื่อสาร(ICT) คอมพิวเตอร์ยังมีขีดจำกัดและยังไม่แพร่หลาย การเรียนการสอนจึงค่อนข้างเป็นแบบอาศัยผู้สอนหรือเน้นเนื้อหา โดยอาจารย์ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้มากกว่าให้คำแนะนำ จึงจำเป็นต้องรับนักศึกษา จำนวนจำกัดและเลือกรับเฉพาะผู้ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงเท่านั้น อย่างไรก็ตามไพโรจน์ อรุณมงคลผล(2530: 56) เปิดเผยว่า เนื่องจากอาจารย์มีประสบการณ์ทำวิจัยน้อย หลายคนทำตัวเป็นเจ้าของสัจจะ ล้วนมีผลไปถึงการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาอยู่ในลักษณะหอคอยงาช้าง ซึ่งได้ฆ่าความคิดใหม่ของนักศึกษาอย่างน่าเสียดาย สอดคล้องกับแนวคิดของเสน่ห์ จามริก (2530: 64) ที่กล่าวสั้น ๆ ว่า การอุดมศึกษาเป็นผลผลิตของปรัชญาการศึกษาไทย

ปรัชญาของหลักสูตรในปัจจุบัน
ปรัชญาของหลักสูตรในปัจจุบัน มุ่งเน้นผลิตดุษฎีบัณฑิตที่มีความชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ คำตอบที่ได้จากผู้ตอบ แบบสอบถามเห็นว่า การจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกมุ่งเน้นให้ดุษฎีบัณฑิตมีศักยภาพด้านการวิจัยร้อยละ 89.5 เน้นด้านการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ร้อยละ 78.5 เน้นบูรณาการเนื้อหาวิชาระดับสากลและระดับชาติร้อยละ 66.0 เน้นด้านความรู้ เนื้อหาวิชา ด้านทฤษฎีร้อยละ 59.2 และเน้นด้านการคิดสร้างสรรค์ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ ในขณะที่เน้นให้มีศักยภาพด้านการจัดการ เพียงร้อยละ 40.8

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าผู้จัดการหลักสูตรและกรรมการบริหารหลักสูตรระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในสถาบันที่มีชื่อเสียง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความต้องการยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้ใกล้เคียงกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าในต่างประเทศ โดยกำหนดให้นักศึกษาต้องไปศึกษาดูงานหรือฝึกงานต่างประเทศเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือต้องนำเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ หรือต้องตีพิมพ์บทความทางวิชาการหรือผลงานวิจัยลงในวารสารระดับชาติ/นานาชาติหรือในวารสารที่คณะกรรมการรับรอง นอกจากนี้มีหลายสถาบันดำเนินการจัดการศึกษาโดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ ส่งคณาจารย์มาสอน และจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเหล่านั้นในต่างประเทศหรือจัดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรนานาชาติและกำหนดให้นักศึกษาเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น ถึงกระนั้นผลจากการจัดอันดับโลก ด้านความน่าเชื่อถือและด้านกระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสมแล้ว มหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังไม่ติดอันดับ 1 ใน 200 ในขณะที่มีหลายมหาวิทยาลัยในแถบเอเชีย เช่น มหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นต้น ติดอันดับดังกล่าว

เป้าหมายของหลักสูตร คุณลักษณะบัณฑิตก่อนปี พ.ศ. 2538
เป้าหมายของหลักสูตรระดับปริญญาเอก ก่อนปี พ.ศ. 2538 เน้นคุณลักษณะของดุษฎีบัณฑิตให้เป็นนักวิชาการระดับสูงด้านทฤษฎี + ภาคปฏิบัติจริง ให้เป็นผู้นำในองค์การและมีความรอบรู้ในศาสตร์เฉพาะทาง และให้เป็นนักวิชาการระดับสูงด้านทฤษฎี โดยฝึกให้เป็นนักวิจัยระดับสูงในอันดับรอง
มหาวิทยาลัยหลัก 5 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยมหิดลและสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยบุกเบิกของไทยที่เปิดสอนระดับปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2525 มีเป้าหมายที่มุ่งเน้นความเข้มข้นทางวิชาการมากกว่าการเน้นเชิงปริมาณของผู้เรียน กล่าวคือ รับนักศึกษาเข้าศึกษาเพียงสาขาวิชาเอกละ 3-7 คน เท่านั้น ต้องใช้เวลาเรียนและทำวิทยานิพนธ์เฉลี่ยคนละ 4-8 ปี

เป้าหมายของหลักสูตร คุณลักษณะบัณฑิตในปัจจุบัน
เป้าหมายของหลักสูตรในปัจจุบันยังเน้นที่คุณลักษณะของดุษฎีบัณฑิตที่ไม่แตกต่างจากหลักสูตรก่อนปี พ.ศ. 2538 แต่ให้น้ำหนักมากขึ้นกับการเป็นนักวิชาการระดับสูงด้านทฤษฎี + ภาคปฏิบัติจริงถึงร้อยละ 91.1 ให้เป็นนักวิจัยระดับสูง ร้อยละ 90.6 ให้เป็นผู้นำองค์กรและมีความรอบรู้ในศาสตร์เฉพาะทางร้อยละ 76.4 และให้เป็นนักวิชาการระดับสูงด้านทฤษฎีร้อยละ 58.1 ตามลำดับ หมายความว่า ดุษฎีบัณฑิตต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ทั้งกว้างขวางและลึกซึ้งในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้องมีความสามารถเป็นผู้นำในองค์การและมีความรอบรู้ในศาสตร์เฉพาะทางโดยมีศักยภาพในการค้นคว้าวิจัยเป็นนักวิจัยระดับสูงตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2533(สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย 2533:228-232) มีความเพียบพร้อม เป็นนักวิชาการระดับสูงด้านทฤษฎี ดังนั้นหลายสถาบันการศึกษาจึงมีระบบการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาอย่างเข้มงวด เช่น ต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษตามที่บัณฑิตวิทยาลัยกำหนด สอบผ่านความรู้ด้านสถิติและการวิจัย สอบผ่านความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชา ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนในระดับดุษฎีบัณฑิตสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมที่จะได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีความเป็นนักวิชาการระดับสูงทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติจริงนั่นเอง

มหาวิทยาลัยหลักของประเทศจะเน้นความเข้มข้นด้านระบบคิดของนักศึกษาและเข้มงวดในการเรียนการสอน มีระบบการตรวจสอบคุณภาพ เช่น บางสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยมหิดลจะยังไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่สอบคัดเลือกผ่านเข้าเรียนระดับปริญญาเอกลงทะเบียนเรียนจนกว่าอาจารย์แน่ใจว่านักศึกษาผู้นั้นมีศักยภาพอย่างแท้จริงที่จะทำการศึกษาค้นคว้า วิจัย มีเวลาและทุ่มเทให้กับการค้นคว้าหาความรู้ อ่านมาก อ่านแตกฉานและสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ นอกจากนี้นักศึกษาต้องมีความจริงจังที่จะทำการศึกษาค้นคว้าวิจัยได้ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ว่านักศึกษาที่รับเข้าเรียนแล้วไม่ใส่ใจจริง ทำให้ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาในเวลาที่กำหนดได้ ทำให้เสียทั้งเวลา เสียงบประมาณและเสียโอกาสของคนอื่น

จากปรากฏการที่กล่าวมาจึงกล่าวได้ว่าการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกเกิดขึ้นเนื่องจากต้องการผลิตบุคลากร ระดับดุษฎีบัณฑิตของตนเองที่ส่งเสริมให้ทำวิจัยในประเทศมากขึ้นและคาดหวังว่าแต่ละสถาบันมีผู้ทรงคุณวุฒิเพียงพอที่จะเปิดสอนของตนเองได้ เพื่อสนองความเหมาะสมสำหรับประเทศไทยและเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรียนต่างประเทศ แต่การจัดการเรียนการสอนในระยะแรกดูเหมือนว่าบุคลากรยังขาดความพร้อม ขาดประสบการณ์ด้านการวิจัยอย่างลึกซึ้งและขาดความครอบคลุมในมิติต่างๆ จึงดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแนวประสบการณ์ที่ตนเองได้รับการสั่งสอนมามากกว่าเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ของตนเอง ทำให้เนื้อหาวิชายังเป็นการแปลจากหนังสือต่างประเทศ และขาดแคลนการค้นคว้าองค์ความรู้ของตนเอง

อย่างไรก็ดีการผลิตดุษฎีบัณฑิตกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของไทยในระยะต่อมา พบว่า อาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับนี้มาเป็นเวลานานเริ่มมีความรู้สึกท้อแท้มากขึ้น เนื่องจากเห็นว่านักศึกษาดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบันต้องการเข้าเรียนเพียงต้องการรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตมากกว่าตั้งใจเรียนเพื่อแสวงหาและสร้างองค์ความรู้อย่างแท้จริง สังเกตได้จากการที่นักศึกษาค้นคว้าน้อย อ่านน้อย อ่านหนังสือไม่แตก เขียนหนังสือยังไม่เป็น และไม่ค่อยชอบพัฒนาตนเองทั้ง ๆ ที่มีแหล่งความรู้ทั้งตัวบุคลากรและเทคโนโลยีสื่อสารค่อนข้างทันสมัย และสามารถเข้าถึงอย่างง่ายดายในขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาในปัจจุบันเริ่มมีพฤติกรรมจัดการเรียนการสอนแบบ“ขายปริญญาดุษฎีบัณฑิตมากขึ้น” เพื่อสนองกลุ่มบุคคลที่จะเป็นลูกค้าแบบทุ่มเททุกวิถีทาง(การเงิน) แต่ไม่ได้ทุ่มเทเรื่องการเรียนให้ได้ความรู้มากขึ้น ส่วนใหญ่มุ่งหวังนำไปใช้ทางการเมือง ธุรกิจและสนองกฎระเบียบใหม่ที่เปิดช่องว่างไว้ พฤติกรรมของกลุ่มบุคลากรในสถาบันการศึกษาดังกล่าวได้ทำลายคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับสูงสุดของประเทศไทยลงอย่างสิ้นเชิง

ปัจจัยเงื่อนไขของการประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการจัดการศึกษา
เงื่อนไขของความสำเร็จและล้มเหลวในแต่ละยุคแต่ละสมัยมีความแตกต่างกัน จำแนกได้ 2 กลุ่ม คือ สถาบัน การศึกษาและผู้เรียน ในส่วนของสถาบันการศึกษาในยุคแรก ๆ ขาดบุคลากรอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เนื้อหาวิชามีจำกัดในวงแคบ ส่วนใหญ่ได้จากประสบการณ์ของอาจารย์ที่เรียนมาจากต่างประเทศ ขาดสื่อ ขาดแหล่งค้นคว้าหาความรู้ทันสมัย กว้างขวางและลุ่มลึก ในส่วนของนักศึกษาที่สมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกมีจำนวนมาก สถาบันสามารถสร้างเกณฑ์คัดเลือกและได้นักศึกษาที่มีคุณภาพดี เลือกรับเฉพาะผู้ที่มีศักยภาพเท่านั้น ในขณะที่ยุคปัจจุบัน สถาบันการศึกษามีอาจารย์ที่มีความรู้ ความสามารถสูง มีประสบการณ์ด้านการวิจัยอย่างลึกซึ้ง มีเทคโนโลยีและแหล่งค้นคว้าเพียบพร้อม แต่ด้านนักศึกษากลับมีปัญหา โดยเฉพาะขาดความพร้อมที่จะเรียนรู้ ขาดการใฝ่รู้ อ่านหนังสือน้อย ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แต่สนใจเพียงจะได้รับปริญญาบัตร ผลจากการวิจัยของ พศิน แตงจวง (2548) พบว่า ปัจจัยเงื่อนไขสู่ความสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกอย่างมีคุณภาพ จำแนกออกเป็น การจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศไทยในอดีต และการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้
การจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศไทยในอดีต ประกอบด้วย
1) ปัจจัยเงื่อนไขด้านความพร้อมของสถาบัน ประกอบด้วย
1. เน้นที่ความลุ่มลึกด้านเนื้อหาและวิจัยของอาจารย์ผู้สอน(mean=4.727, SD= .457) โดยในอดีตจะพิจารณา
ความพร้อมของคณาจารย์ทั้งในด้านการสอนและการควบคุมการทำวิจัย ประสบการณ์การทำวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษา(mean= 4.429, SD=.698) โดยมีการจัดสรรทุนสนับสนุนการค้นคว้าวิจัย ศึกษาดูงานของอาจารย์(mean= 4.246, SD=.701) และใช้ความร่วมมือจากหลายภาควิชา (สหสาขาวิชา)
2. ความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งความรู้ (Resources accessibility) (mean=4.727, SD= .480) หมายความว่า
สถาบันต้องให้ความสำคัญของการจัดอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล
3. ความพร้อมด้านแหล่งความรู้ (Resources availability) (mean= 4.575, SD=.536) หมายความว่า สถาบัน
ต้องให้ความสำคัญของการจัดหาแหล่งความรู้อย่างกว้างขวาง
4. รูปแบบการบริหารจัดการหลักสูตรของสาขาวิชา(mean= 4.493, SD=.583) เน้นหนักวิชาการโดยเน้นการ
คัดเลือกผู้สมัครได้ตามมาตรฐาน ไม่คำนึงถึงปริมาณนักศึกษาที่รับได้และรายได้ของหลักสูตร มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ความรู้และมีผลงานตามมาตรฐาน ทำให้หลักสูตร ป.เอกในอดีตเน้นหลักการ มีความเข้มข้นมากและเน้นคุณภาพของนักศึกษาที่จบออกไปเทียบได้กับต่างประเทศ

ในขณะเดียวกันก็พบปัจจัยเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดของสถาบัน ประกอบด้วย
1. ยังไม่เน้นการวิจัย เนื่องจากเกณฑ์มาตรฐานของหลักสูตรกำหนดไว้ค่อนข้างหละหลวม ทำให้ส่วนใหญ่จะเน้นความรู้ในเชิงทฤษฎีที่เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่
2. ยังไม่เปิดมากนัก มีน้อยมาก เปิดปริญญาเอกเพราะผู้บริหารต้องการ การจัดการศึกษาระดับ ป.เอก ยังมีค่อนข้างน้อยเนื่องจากยังขาดความพร้อมหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ผู้สอน แหล่งข้อมูลต่าง ๆ งบประมาณสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอนระดับ ป.เอก ฯลฯ เป็นต้น
3. สถานศึกษาไม่ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรให้เพียงพอ ความไม่สมบูรณ์ของทรัพยากรมนุษย์ (อาจารย์) และทรัพยากรสนับสนุนอื่น ๆ (แหล่งข้อมูล หนังสืออ้างอิง ฯลฯ) แหล่งวิชาการต่าง ๆ ตำรา งานวิจัยเพื่อใช้ค้นคว้า แสวงหาความรู้เป็นไปได้โดยลำบาก แหล่งค้นคว้าข้อมูลมีน้อยมาก ความพร้อมด้านแหล่งความรู้น้อยมาก การเข้าถึงแหล่งความรู้ยากมาก หลักสูตรไม่ได้เน้นเทคโนโลยี ( IT) การเข้าถึงสารสนเทศค่อนข้างล่าช้า หลักสูตรไม่ได้เน้นความเป็นสากล หลักสูตรไม่ได้เน้นภาวะผู้นำ
4. อาจารย์รู้ไม่ลึกและไม่เติมเต็มความรู้ให้ทันสมัย ยังมีน้อย ไม่ค่อยมีคุณภาพทั้งผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนยัง ขาดแนวคิดในการจัดการศึกษาสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ผู้เรียน ทรัพยากรด้านผู้สอนมีผู้มีวุฒิน้อย เน้นผู้สอนเป็นหลัก ให้ความ สำคัญกับเนื้อหาวิชามากกว่ากระบวนการวิจัย
2) ปัจจัยเงื่อนไขด้านความพร้อมของนักศึกษา
1. ระบบคิดวิเคราะห์ของนักศึกษา ประสบการณ์ด้านการวิจัยของนักศึกษา
2. สติปัญญาของนักศึกษา ทักษะด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา แต่ผู้เรียนขาดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ในการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ การบริหารเวลาของนักศึกษา
3. ทุนสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยของนักศึกษา นิสิตต้องขวนขวาย ตะเกียกตะกายเอง
4. ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในประเทศจะมีคุณภาพต่ำกว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาต่างประเทศ ทั้งทางด้านทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และความสามารถในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้จบการศึกษาระดับ ป.เอก มีความสง่างามมากกว่าในปัจจุบัน
การจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศไทยในปัจจุบัน
ผลการวิจัยพบปัจจัยเงื่อนไขด้านดี ประกอบด้วย
1. เน้นภาวะผู้นำทางวิชาการและวิชาชีพมากขึ้น การสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยการวิจัย ให้ความสำคัญกับ
กระบวนการวิจัย การนำความรู้สู่สากลมากขึ้น
2. เน้นความเป็นสากล ด้านภาษาและคอมพิวเตอร์ มีสื่อ แหล่งการเรียนรู้มากขึ้น ระบบสารสนเทศสะดวก
สามารถค้นคว้าได้สะดวกและรวดเร็ว การมีเทคโนโลยีสารสนเทศพร้อมมากทำให้ค้นคว้าได้ทั่วโลก โลกทัศน์ของนิสิตกว้างไกลมีการเข้าถึงสารสนเทศดีมาก ในปัจจุบันดีกว่าอดีตมาก
3. ปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้ความสนใจในการจัดการศึกษาระดับ ป.เอก มากขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก มีความพร้อมในด้านต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสาขาวิชาที่สนใจได้
4. ดีขึ้นทุกอย่างจากเมื่อก่อน แต่ยังดีไม่พอ มหาวิทยาลัยหลักทุกที่ควรพยายามทั้ง 3 ด้าน (ทรัพยากรด้านผู้สอน ด้านแหล่งความรู้ แหล่งความรู้) ให้มากกว่านี้
โดยมีปัจจัยเงื่อนไขด้านข้อจำกัด ประกอบด้วย
1. ขยายกว้างมาก เปิดหลักสูตรปริญญาเอกโดยที่ยังขาดอาจารย์ที่จบ Doctor ในสาขาวิชานั้น ๆ ปัจจุบันเปิดการ
สอนคุณภาพต่ำลง มีบางมหาวิทยาลัยทำเพื่อการหาเงินเพื่อให้อาจารย์มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือนักการเมืองและคนร่ำรวยให้มีเกียรติเพราะได้ ป.เอก แต่ทำลายระบบคุณภาพ คุณธรรมของสังคม
2. และมีสาขาหลากหลายมากเกินความจำเป็น มีเปิดหลายสถาบัน ความเข้มข้นน้อยลง น่าเป็นห่วงในเรื่อง
คุณภาพ ค่อนข้างจะเน้นที่ปริมาณและรายได้ สถาบันต่าง ๆ แข่งขันกันในทางปริมาณมากเกินไป หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้อีกไม่นาน ปริญญาเอกจะเป็นปริญญาโหล การจัดและบริหารหลักสูตรเน้นในเชิงธุรกิจโดยคำนึงถึงปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพในด้านวิชาการ อาจารย์ไทยใจดี สงสาร นิสิต อาจารย์ไทยไม่ใส่ใจต่อหน้าที่อาจารย์ที่ต้องพัฒนานิสิต ทำให้การเรียนการสอนไม่ดี
3. ก็ยังไม่ต่างจากอดีตมากนัก ยังมีคุณภาพไม่ทัดเทียมในต่างประเทศและเริ่มมีแนวโน้มการตลาดมากขึ้น มี
มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เปิดสอนในระดับปริญญาเอก แต่ไม่เน้นคุณภาพของการศึกษาในระดับนี้ ทำให้เรียนง่ายเกินไปเหมือนเรียนจบไปแล้วไม่มีความรู้อะไร งานวิจัยก็ทำไม่เป็น ทำให้ผู้ที่ตั้งใจผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการวิจัยเข้มงวดกับการเรียนการสอน บางครั้งรู้สึกท้อถอยบ้าง
4. รัฐให้ทุนสนับสนุนการสร้างนักวิจัยระดับปริญญาเอกน้อยมาก อาจารย์มหาวิทยาลัยในสายสังคม-มนุษย์
ไม่เกาะติดการวิจัยอย่างจริงจังแต่หันไปเอาดีทางอื่นมากกว่า การวิจัยไม่ได้เป็น mandate ของอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ ขาดการอ่านและค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขาดการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพของตน
5. หน่วยกิตวิทยานิพนธ์มากเกินไป (48 นก.) ควรให้เรียนรายวิชาเนื้อหาให้มากกว่านี้และการฝึกประสบการณ์
วิชาชีพ มีความสับสนระหว่าง ป.เอกเชิงวิชาการกับ ป.เอกเชิง professional ซึ่งควรต่างกันในโครงสร้างเพราะมุ่งเน้นต่างกัน เกณฑ์การเข้าเรียนไม่ยืดหยุ่น ทำให้ผู้มีศักยภาพสูงบางคนไม่มีโอกาสเข้าเรียนในบางสถาบัน
6. บางหลักสูตรเทียบเท่ามาตรฐานสากล มีความแตกต่างในแต่ละหลักสูตรและแต่ละสาขาวิชาการ แต่บาง
หลักสูตรเทียบได้กับต่างประเทศประเภทห้องแถวกว่า 50%

ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการการศึกษาระดับปริญญาเอกในประเทศไทย
ข้อสังเกตด้านสถาบันการศึกษา
1. ไม่ควรผลิตเชิงปริมาณหรือ เน้นธุรกิจการศึกษามากเกินไป บางหลักสูตรมุ่งเน้นการหารายได้มากไป เปิด
มากมาย และเน้นเชิงปฏิบัติมากกว่าการพัฒนาองค์ความรู้ที่เข้าเกณฑ์มาตรฐานสากล ควรเน้นคุณภาพและมีความชัดเจนในทางวิชาการ และควรมีหน่วยงานกลางที่มีประสิทธิภาพตรวจรับประกันคุณภาพ
2. ต้องควบคุมมาตรฐานให้อยู่ในระดับเดียวกันทุกสถาบัน นอกจากนี้รัฐควรสนับสนุนพัฒนาบุคลากรของ
มหาวิทยาลัยหลักให้จบระดับปริญญาเอกและมีความพร้อมที่จะเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรจากสถาบันอื่น
3. อาจารย์อาวุโสใกล้เกษียณมีปริมาณค่อนข้างมากในแต่ละสถาบัน สถาบันจะต้องดูแลและส่งเสริมอาจารย์ที่ ยังมีความอาวุโสน้อยให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับอาจารย์เหล่านั้น

ข้อสังเกตด้านนักศึกษา
1. ถึงแม้ว่าจะพบว่านิสิตนักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ดีขึ้น (ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองดีขึ้น) ทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในประเทศ มีความรู้ด้านทฤษฎีไม่แตกต่างจากผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ยกเว้นทักษะด้านภาษาอังกฤษยังอ่อนกว่า
2. ในปัจจุบันมีผู้เสนอตัวคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกมีมาตรฐานลดลง เนื่องจากคนที่มีความสามารถสูงไม่ทะเยอทะยานที่จะศึกษาต่อ ทำให้คนด้อยความสามารถทะเยอทะยานสามารถเข้ามาเรียน ซึ่งมีผลทำให้แต่ละหลักสูตรได้ผู้เรียนที่ไม่ทุ่มเท ไม่อยากได้ความรู้ แต่อยากได้วุฒิบัตร ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาผู้ผลิตดุษฎีบัณฑิตต้องมีมาตรฐาน
3. ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโทมีปริมาณมากขึ้นเนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาเกือบทุกแห่งจัดการศึกษาระดับนี้
และผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทมีความต้องการเรียนต่อในระดับปริญญาเอกสูงโดยเฉพาะสาขาวิชาบริหารการศึกษา

แนวโน้มหรือที่อยากเห็นในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในอนาคต
ด้านสถาบันการศึกษา

1. รัฐและสถาบันจัดสรรทุนวิจัยสนับสนุนการศึกษาให้มาก เพื่อให้ทั้งนิสิตและอาจารย์ได้ทำการค้นคว้าวิจัยอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้การผลิตดุษฎีบัณฑิตมีคุณค่าแก่สังคม มีความเป็นนานาชาติ
2. รัฐและสถาบันสนับสนุนให้มีผู้เรียนและผู้สอนเป็นชาวต่างชาติทำการสอน วิจัยร่มกัน ซึ่งจะทำให้นักศึกษามีความลุ่มลึกในวิชาการ ในขณะเดียวกันก็ควรเน้นด้านคุณธรรม และจริยธรรมวิชาชีพด้วย
3. รัฐและสถาบันจัดเวลาให้อาจารย์มีเวลาเต็มที่กับการค้นคว้าศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เป็นที่พึ่งของลูกศิษย์ได้จริง มีวิสัยทัศน์กว้าง และถ่ายทอดความรู้ ทั้งเนื้อหาและการวิจัยให้นักศึกษาเต็มที่ นอกจากนี้อาจารย์ควรหาโครงการวิจัยและให้นักศึกษามาเป็นผู้ช่วยวิจัยมาก ๆ เพื่อเป็นการเรียนรู้คู่การปฏิบัติ
4. รัฐและสถาบันจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรสนับสนุนเต็มที่ เน้นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มี resources ที่เพียงพอต่อการค้นคว้าได้แก่ textbooks, Journals, Internet, Dissertation- Abstract + Full paper เนื่องจากนักศึกษาและอาจารย์พึงได้ค้นคว้าหาความรู้จากเอกสาร สื่อต่าง ๆ ที่ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการใช้และยืมเอกสารต่าง ๆ ข้ามสถาบันได้ในราคาถูก
5. หลักสูตรมีการบูรณาการ เน้นการเรียนการสอนแบบ research based ให้มากขึ้น ตัวหลักสูตรต้องมีความเป็นสากล เน้นการวิจัยและค้นคว้าอย่างลุ่มลึก เน้นการเรียนรู้ทั้งทฤษฎี ปฏิบัติและการวิจัย
6. จากสภาพที่ปรากฏสถาบันต่าง ๆ ต่างแข่งขันกันเปิดสอนระดับปริญญาเอกในทางปริมาณมากเกินไป หาก สถานการณ์เป็นเช่นนี้อีกไม่นาน ปริญญาเอกจะเป็นปริญญาโหล จึงอยากเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาที่เสนอหลักสูตรระดับปริญญาเอกพึงพิจารณาให้ดีว่าทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่มีคุณภาพดีและพร้อมหรือไม่ มีทรัพยากรอื่น ๆ สำหรับทำให้การศึกษาต่อเป็นไปอย่างมีคุณภาพดีและเพียงพอหรือไม่ อยากให้รักษามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาของสถาบันไว้ โดยไม่ปรับลดตามกระแสหรือสภาวการณ์แวดล้อม นอกจากนี้พึงระลึกเสมอว่าการเรียนการสอนในระดับ ปริญญาเอก ควรเน้นที่คุณภาพ ควรจัดให้แตกต่างจากระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เช่น จำนวนนักศึกษาในชั้นเรียนควรมีปริมาณที่เหมาะสม ควรใช้ผู้สอนที่มีคุณวุฒิตรงตามเนื้อหาวิชาจากหลายสถาบันร่วมกันสอน การจัดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนอย่างมาก
7. สถาบันการศึกษาพึงสร้างบุคลากรต้นแบบคืออาจารย์ที่มีวุฒิและมีประสบการณ์วิชาการสูง ๆ รองรับ
หลักสูตรต่าง ๆ โดยการสนับสนุนให้อาจารย์ผู้สอนเข้าร่วมประชุมวิชาการระดับประเทศหรือระดับนานาชาติในสาขาวิชาที่สอนอยู่เสมอ อาจารย์ที่สอนต้องหมั่นติดต่อความเจริญก้าวหน้าในวิชาการที่สอน เพื่อว่าจะได้มีการพัฒนาองค์ความรู้และมีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิชาการระดับนานาชาติอยู่ตลอดเวลา
8. สถาบันการศึกษาพึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้า ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ศึกษาวิจัยปัญหาของเราเองและแนวทางแก้ปัญหา อยากเห็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับต่างประเทศมากขึ้น จัดให้มีหลักสูตรที่มีมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐานสากล จัดโอกาสให้นิสิตได้ไปศึกษาดูงาน ศึกษาบางรายวิชา ทำวิจัยร่วมกับชาวต่างประเทศและนำเสนอผลงานระดับนานาชาติโดยมีเงินทุนสนับสนุน
9. การจัดการศึกษาระดับ ปริญญาเอก น่าจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นในด้านงบประมาณหรือแหล่งข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ ความยืดหยุ่นควรเป็นสหสาขาที่สอดคล้องกับความจำเป็นของสังคมและผู้เรียนในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ผู้เรียนพึงสามารถ transfer หน่วยกิตของวิชาที่อยู่ต่างสถาบันโดยใช้การเทียบเคียงกับวิชาที่บังคับเรียน/เลือกเรียน มีการ transfer หน่วยกิตระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศ/ต่างประเทศ เพื่อให้นิสิตได้ไปศึกษาวิชาเลือกที่สนใจข้ามสถาบันได้
10. มีการปรับหน่วยกิตวิชาเรียนกับวิทยานิพนธ์ให้ถ่วงดุลกัน โปรแกรมเน้นวิจัยอย่างเดียวควรจัดเฉพาะ
สถาบันที่มีความเข้มแข็งทางวิจัยจริง ๆ มีศูนย์วิจัยเฉพาะทางรองรับ
11. การประกันคุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอน ปริญญาเอกที่เป็น national standard และมีการติดตาม (audit) อย่างแท้จริง อย่างน้อยก็เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพบัณฑิตดีขึ้น ต้องการเห็นหน่วยงานรับประกันคุณภาพ
12. การเรียนบางรายวิชาเป็นภาษาอังกฤษ ให้เลือกทำวิทยานิพนธ์เป็นไทยหรืออังกฤษก็ได้
13. การจัดหลักสูตรในลักษณะที่เป็นหลักสูตรเน้นความเชี่ยวชาญ ชำนาญเฉพาะตัว (tailor made) ให้มีมากขึ้น การร่วมมือผลิตดุษฎีบัณฑิตโดยดึงศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัยที่เด่นในแต่ละด้านมาร่วมกันทำงาน แทนที่จะเปิดสอนในสาขาซ้ำ ๆ กัน ควรส่งเสริมการเรียนข้ามมหาวิทยาลัย/ การใช้คณาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ มาร่วมกันให้มากขึ้น

ด้านนักศึกษา
1. นิสิตมีจิตใจใฝ่รู้ มีเวลาทุ่มเทเต็มที่ เพื่อว่านิสิตจะได้สาระ องค์ความรู้ในสาขาวิชาซึ่งมี
ประโยชน์ต่อวงวิชาการ เพื่อให้นิสิตเป็นผู้นำที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ดุษฎีบัณฑิตควรมีคุณภาพเท่าเทียมกับผู้ที่จบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านภาษาต่างประเทศและการวิจัย อยากเห็นคนที่จบปริญญาเอกมีความรู้จริง ๆ ปฏิบัติได้จริง ๆ สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และสร้างสรรค์สิ่งที่ดี และเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศด้วย
2. แม้ว่าจะมีบุคคลมีความต้องการเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาสูงขึ้นในปริมาณที่มากขึ้นซึ่งเป็นแนวโน้มที่ ดี แต่ไม่ต้องการเห็นว่าผู้เรียนอยากได้ใบประกาศมากกว่าอยากได้ความรู้ สถานการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไร นอกจากนี้ ผู้ที่จบยังเกาะติดกับกระบวนการวิจัย มิใช่หันไปหาตำแหน่งบริหารซึ่งทำให้ความรู้ที่ได้รับถูกนำไปใช้น้อยมาก

บทสรุป
จากจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในโลกที่เริ่มเมื่อราวศตวรรษที่ 19 ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างชาติ (nation building) ให้พัฒนาองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ สำหรับในประเทศไทยสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีประกาศพระบรมราชโอการ ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชพลเรือนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2459 นับจากนั้นอีกกว่า 6 ทศวรรษต่อมา คือราวปีการศึกษา 2525 ก็ได้มีสถาบันอุดมศึกษาชุดแรกจำนวน 4 แห่งเริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขึ้นเป็นครั้ง

จากจุดเริ่มต้นที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ค่อนข้างหละหลวม (เกณฑ์มาตรฐานในปี พ.ศ. 2527) คือ กำหนดเฉพาะหน่วยกิตที่ต้องเรียน ไม่ได้กำหนดหน่วยกิตวิทยนิพนธ์ ทำให้แต่ละสถาบันการศึกษากำหนดหน่วยกิตวิทยานิพนธ์แตกต่างกันออกไปและเป็นเหตุให้การจัดการศึกษาในช่วง แรก ๆ ดำเนินการตามปรัชญาการศึกษาไทยและยึดเนื้อหาวิชาตามแนวความคิดของทฤษฎีทุนมนุษย์ หรือ Human Capital Theory ที่เชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสังคมและโอกาสก้าวหน้าส่วนบุคคลมีอิทธิพลค่อนข้างสูงมากในหมู่นักวิชาการและวางแผนพัฒนาทั่วโลก จนกระทั่งอีกราว 7 ปีต่อมา คือในปี พ.ศ. 2533 ทบวงมหาวิทยาลัยจึงได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรขึ้นใหม่ โดยได้กำหนดโครงสร้างหน่วยกิตวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกไว้ว่า หลักสูตรที่สร้างใหม่หรือปรับปรุงใหม่จะต้องกำหนดจำนวนหน่วยกิตวิทยานิพนธ์ไม่ต่ำกว่า 36 หน่วยกิต
การเรียนการสอนในระยะเริ่มแรกจะเน้นเนื้อหาและผู้สอนเป็นสำคัญ ในส่วนของเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาจากตะวันตก เนื่องจากแนวความเชื่อหรือปรัชญาตามที่กล่าวแล้ว ประกอบกับอาจารย์ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกยังมีปริมาณน้อยและมีประสบการณ์การค้นคว้าวิจัยน้อย ทุนเพื่อทำการวิจัยสื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนการสอนอยู่ในวงจำกัด จึงทำให้สามารถรับนิสิตนักศึกษาในแต่ละสาขาวิชาแต่ละรุ่นจำกัดเพียง 1-5 คนเท่านั้นด้วยกระบวนการคัดเลือกที่ค่อนข้างเข้มงวด และไม่ได้รับเข้าเรียนทุกปีการศึกษา ทำให้ปริมาณการสำเร็จการศึกษามีปริมาณน้อยจนไม่เป็นที่จูงใจให้เข้าเรียนแต่อย่างใด ทำให้ผู้ที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านภาษาอังกฤษ วิชาการและเงินทุนมุ่งไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก การที่แต่ละสาขาวิชามีปริมาณอาจารย์น้อยและขาดประสบการณ์ที่กว้างขวางจึงทำให้วิทยานิพนธ์มีแนวคิดคล้อยตามอาจารย์มากกว่ามีอิสระ สร้างสรรค์อย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกในปัจจุบันแม้ว่าจะมีความพร้อมในเกือบทุกด้าน คือ ด้านอาจารย์ผู้สอน สื่อ เทคโนโลยีก็ตาม แต่ปรากฏว่าทั้งผู้เรียนและผู้จัดการศึกษาต่างให้ความสำคัญต่อการแสวงหาความรู้ การวิจัยอย่างจริงจังลดลง ผู้เรียนอ่านและใฝ่หาความรู้ลดลง ต่างไปมุ่งแสวงหากำไร จัดการศึกษาแบบธุรกิจมากเกินไป อาจารย์จำนวนหนึ่งทำตัวเป็นพหูสูตร รู้และเชี่ยวชาญหมดทุกอย่าง(อ่านไปบอกต่อ) รับจ้างเป็นผู้ทรงคุณวุฒิบรรยายเกือบทุกสาขาวิชาและเกือบทุกมหาวิทยาลัย จนเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าจะผลิต “ปริญญาเอกโหล” ในที่สุด

ผู้เขียนเห็นว่าในการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอกจะต้องมีกระบวนการที่แตกต่างไปจากกระบวนการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท กล่าวคือ หลักสูตรปริญญาเอกที่ดีจะต้องมีความพร้อมในด้านการวิจัย นั่นคือจะต้องมีศูนย์วิจัยที่มีประสบการณ์ในการทำการวิจัยสาขาวิชานั้น ๆ ในระดับชาติและนานาชาติให้การรับรอง รองรับ ศูนย์วิจัยนั้นจะต้องเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning organization) โดยมีอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ๆ และสัมพันธ์กันทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีประสบการณ์ด้านการทำวิจัยอย่างแท้จริง มีความลุ่มลึก มีความพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาได้อย่างดี มีบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง มีห้องค้นคว้าทดลองของนิสิตนักศึกษา มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งนักศึกษาสามารถใช้และเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างสะดวกและตลอดเวลา

บรรณานุกรม
กฤษณมูรติ(2545). แห่งความเข้าใจชีวิตและการศึกษา.(พิมพ์ครั้งที่ 4) แปลโดยโสรีช์ โพธิแก้ว. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ เฟื่องฟ้า.
เกลียวพรรณ์ ขำโนนงิ้ว และคณะ (2546). คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายตามความคิดเห็นของนายจ้างในจังหวัดเชียงราย. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร.
เกษม สุวรรณกุล (2531). ทิศทางของมหาวิทยาลัยไทย. เอกสารทางวิชาการ โครงการตำราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
คำหมาน คนไค (2546). “ธุรกิจการศึกษา”. สานปฏิรูป. ปีที่ 6 ฉบับที่ 64 สิงหาคม.
จันทร์เพ็ญ เชื้อพานิช (2537). การวิเคราะห์และสังเคราะห์วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานการวิจัย (อัดสำเนาเย็บเล่ม).
ธีระ ทองยี่สุ่น (2529). การติดตามผลปฏิบัติงานบัณฑิตวิทยาลัย สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2521-2528 ในทัศนะของตนเองและผู้บริหาร เนื้อความย่อวิทยานิพนธ์ พ.ศ. 2529 กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมการฝึกอบรม เกษตรศาสตร์.
นท.หญิงทิพยรัตน สีเพชรเหลือง (2544). “แนวโน้มสถาบันอุดมศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 เพื่อการศึกษาตลอดชีวิต : มหาวิทยาลัยบรรษัท” ใน พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ (บรรณาธิการ). การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา : รวมบทความทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: ศูนย์ตำราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พศิน แตงจวง (2545). ปรัชญาและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาการศึกษานอกระบบในสถาบันอุดมศึกษา. รายงานการวิจัย เสนอคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
________ (2548). พัฒนาการของรูปแบบการจัดการศึกษาระดับปริญญาเอก กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์รายงานการวิจัย เสนอคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พศิน แตงจวง อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์และต่าย เซี่ยงฉี (2546). ความพึงพอใจของนายจ้างที่มีต่อบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สำเร็จการศึกษาปี 2540-2544. รายงานวิจัยเสนอ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2530). “จุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยไทย ความจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง” ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์และสินธะวา คามดิษฐ์ (บรรณาธิการ) 2530 มหาวิทยาลัยกับสังคม ไทย รวมบทความคัดสรร โครงการตำราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เมธี ปิลันธนานนท์ (2546). ประเด็นคำถามเพื่อการทำแผนกลยุทธ์ของสถาบันอุดมศึกษา เอกสารประกอบการเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ สออ.ประเทศไทย ครั้งที่ 10 เรื่อง Pursuing Knowledge: The Role of Universities amid Global and National Changes 27 มกราคม ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์.
ยงยศ พรตปกรณ์ (2544). “รูปแบบใหม่สถาบันอุดมศึกษา : มหาวิทยาลัยเสมือน” ใน พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ (บรรณาธิการ). การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา : รวมบทความทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: ศูนย์ตำราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิไลวรรณ เอี่ยวเจริญ (2530). การติดตามผลบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวรรณคดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เล่ม 2 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เจริญผล.
เสน่ห์ จามริก (2530). “ความเสมอภาคและบทบาทอุดมศึกษาไทย” ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์และสินธะวา คามดิษฐ์ (บรรณาธิการ) 2530 มหาวิทยาลัยกับสังคมไทย รวมบทความคัดสรร โครงการตำราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (2525) . ประมวลชื่อหลักสูตรและปริญญาสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : กิจสยามการพิมพ์.
___________(2530). ประมวลชื่อหลักสูตรและปริญญาสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์ประกายพรึก.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544). แนวทางการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น.
สำนักงานสภาการศึกษาแห่งชาติ (2513). รายงานการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย ปีการศึกษา 2513. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา.
อรพันธ์ เจือศิริภักดี (2530). “มหาวิทยาลัยไทยกับการถ่ายทอดความรู้ตะวันตก” ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์และสินธะวา คามดิษฐ์ (บรรณาธิการ) 2530 มหาวิทยาลัยกับสังคมไทย รวมบทความคัดสรร โครงการตำราและเอกสารทาง วิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อุทัย ดุลยเกษม (2546). “ปรารมภ์เรื่องศักยภาพของมหาวิทยาลัย” สานปฏิรูป. ปีที่ 6 ฉบับที่ 64 สิงหาคม.
Carr, D. (2003). Making Sense of Education. New York : RoutledgeFalmer.
Ministry of University Affairs (1996). Modalities of University-Industry Cooperation in the APEC Region. Bangkok: The Brooker Group, Ltd.
Rorty, Amelie O. (2001). “The Ruling History of Education” in Rorty, Amelie O.(Editor) Philosophers on Education: Historical Perspectives. London: Routledge.
Rutgers University. University Strategic Plan http://oirap.rutgers.edu/strategic/
Samoff, J. (2003). “Institutionalizing International Influence” in Arnove, R.F. & Torrres, C. A.(Eds.). Comparative Education: The Dialectic of the Global and the Local (2nd Ed). Oxford: Rowman & Littlefield Publishers, Inc.
Schugurensky, D. (2003). “Higher Education Restructuring in the Era of Globalization: Toward a Heteronomous Model? in Arnove, R.F. & Torrres, C. A.(Eds.). Comparative Education: The Dialectic of the Global and the Local (2nd Ed). Oxford: Rowman & Littlefield Publishers, Inc.
Tangchuang,P. (2003). Bridging th Knowledge Gap via Knowledge Networks among APEC Economies. A Paper Presented at APEC Study Center Consortium Conference 2003 “Extending and Reaching out the Benefits of APEC” Sheraton Grande Laguna, Phuket 25-28 May.
Tangchuang, P. Mounier, A. and Pongwart, A. (2004). Cooperative Skills Formation as a Way of Bridging the Knowledge Gap Through Regional Cooperation. A paper presented at ASAIHL Conference February at Sripatoom University.

แรงงานไทยในสายตาของผู้ประกอบการ : บทพิสูจน์คุณภาพการอาชีวศึกษา

พศิน แตงจวง

บทนำ
คำว่า แรงงาน ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2531 : 704) หมายถึง 1) ประชากรในวัยทำงาน 2) ความสามารถในการทำงานเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ 3) กิจการที่คนงานทำในการผลิตเศรษฐทรัพย์ 4) ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งหมายความว่า แรงงานเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ และประเทศชาติจะสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้มากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของแรงงานเป็นสำคัญ แต่จากรายงานการศึกษาของ IMD(International Institute for Management Development) ปี 2545 ผลิตภาพของแรงงานไทยโดยรวมอยู่ในอันดับที่ 45 จาก 49 ประเทศ คิดเป็นมูลค่าการผลิตของแรงงานไทยโดยรวมเท่ากับ 6,000 ดอลลาร์ต่อคน เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วพบว่าประเทศเหล่านั้นมีมูลค่าการผลิตของแรงงานโดยรวมสูงกว่าไทย 5-6 เท่าและจากรายงานการศึกษาของคนไทยที่ สกศ. ได้จัดทำขึ้นเมื่อปี 2546 พบว่าระดับการศึกษาของแรงงานไทยมีค่าเฉลี่ยเพียง 7.8 ปี นอกจากนี้แรงงานไทยบางส่วนยังมีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการอีกด้วย (อำรุง จันทวานิช 2548: 60)
ข้อมูลข้างต้นมีความสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ผู้จัดการและหัวหน้างานสถานประกอบการประเภทโรงงานอุตสาหกรรมและสถานบริการจำนวน 80 แห่ง 400 คนทั่วประเทศไทย ที่พบว่าผู้จัดการ และหัวหน้างานจำนวนมากยังไม่พึงพอใจการทำงานของแรงงานโดยเฉพาะในเรื่องขาดความรับผิดชอบ ขาดความอดทน ขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดทักษะที่จำเป็นพื้นฐานและชอบเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ (พศิน แตงจวง 2548) ซึ่ง สิริพร บุญญานันต์ (2548 : 61) กล่าวเสริมว่า กำลังคนในตลาดแรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะด้านสื่อสารในปัจจุบันคุณภาพน้อยลง ขาดความอดทน ไม่สู้งาน มีการปรับตัวในการทำงานได้น้อย ขาดทักษะในการทำงานจริง ขาดคุณธรรม จริยธรรมและขาดจิตวิทยาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ต้องฝึกอบรมเพิ่มเติมเมื่อรับเข้ามาทำงานอีก ทั้งนี้อาจสืบเนื่องจาก ปัจจุบันคนไทยมีระดับการศึกษาเฉลี่ยเพียง 8.1 ปี และเมื่อดูสถิติพบว่าเด็กไทยมุ่งเรียนสายวิชาชีพทาง ปวช. และ ปวส. ประมาณ 1 ล้านคนซึ่งก็ยังขาดคุณภาพ ในขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งเรียนสายสามัญ เพื่อให้ได้ปริญญาตรี อีกประมาณ 2 ล้านคนซึ่งเข้าเรียนทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน จากความแตกต่างดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลกันระหว่างนักวิชาชีพและนักวิชาการ (อมเรศ ศิลาอ่อน 2548: 75)
ดังเช่น ในปี 2544 มีบัณฑิตสำเร็จระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของรัฐที่สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยเดิม(ไม่รวมมหาวิทยาลัยเปิด) จำนวน 93,764 คน แต่เมื่อนับรวมนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 224,803 คน (สำนักงานการอุดมศึกษา 2545) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าโดยวัฒนธรรมคนไทยยุคใหม่ต้องการมีการศึกษาสายสามัญสูงเพื่อว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาสูงแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ทำให้แรงงานภาคเกษตร ผู้ใช้แรงงานระดับกรรมกรและบริการเป็นกลุ่มคนที่ย้ายถิ่นมาจากชายขอบ ชนกลุ่มน้อยและจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนมากสมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมโดยใช้คุณวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น (ทั้ง ๆ ที่ประกาศรับวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นและ ปวช. เท่านั้น) จึงได้รับค่าแรงงานขั้นต่ำ(พศิน แตงจวง 2548) นับเป็นเครื่อง บ่งชี้ที่สนับสนุนข้อมูลข้างต้นว่าคนไทยจำนวนหนึ่งมีการศึกษาสูงเกินความจำเป็น สถิติที่บ่งชี้ของการมีการศึกษาสูงดูได้จากการเปิดรับสมัครครูและพนักงาน อบต. ซึ่งมีอัตรารับได้ประมาณ 1-200 อัตรา แต่มีผู้ใช้วุฒิปริญญาตรีสมัครนับแสนคน แต่ในทางตรงกันข้ามโรงงานอุตสาหกรรมเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (เช่น Siam Eastern Park) กลับขาดแรงงานระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปวช. หรือ ปวส. ที่มีคุณภาพจำนวนมาก การผลิตแรงงานไทยจึงไม่สนองตลาดผู้ใช้แรงงาน แต่สนองความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเรื่องนี้ Wirtz, Willard (1977: 268) ผู้ซึ่งเขียนบทความชื่อว่า “Education for What?” ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งความว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดวิกฤติการณ์ไม่มีงานทำของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และได้มีการโจมตีว่าหนุ่มสาวได้ถูกเตรียมทักษะวิชาชีพไว้ไม่สัมพันธ์กับลักษณะงานที่เป็นจริง

แรงงานและศักยภาพของแรงงานไทย
จากความหมายของคำว่า แรงงาน ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า แรงงานคือ ประชากรในวัยทำงานหรือผู้ใช้แรงงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจเนื่องจากเป็นผู้ผลิตเศรษฐทรัพย์ให้กับแผ่นดิน แรงงานจึงมีความสำคัญและนับเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามาก ในศตวรรษที่ 21 คุณภาพและศักยภาพแรงงานของแต่ละประเทศจึงเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ
หากดูผลของการเข้าแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติของประเทศไทยในช่วง 7 ปี คือปี พ.ศ. 2536-2542 จำนวน 11 ทักษะฝีมือ ประกอบด้วยด้านช่างซ่อมรถยนต์ ช่างเครื่องประดับ ช่างตัดเสื้อสตรี ช่างปูกระเบื้อง ช่างเชื่อม ช่างเขียนแบบเครื่องกล CAD ช่างแมคคาทรอนิคส์ ช่างอิเล็กทรอนิคส์ ช่างแต่งผมบุรุษ พนักงานประกอบอาหาร พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม พบว่าแรงงานไทยได้ A จำนวน 1 เหรียญ(เหรียญทอง) ได้ B จำนวน 3 เหรียญ(เหรียญเงิน) ได้ C จำนวน 3 เหรียญ (เหรียญทองแดง) และได้ D จำนวน 12 เหรียญ(ประกาศนียบัตร) นั่นคือเมื่อมีการแข่งขันด้านฝีมือในเวทีโลกแล้ว พบว่าศักยภาพแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังด้อยอยู่ (มรกต ศรีสุขและชอุ่ม มงคล 2543:22) ยิ่งจากข้อมูลที่ประเทศไทยไปทำข้อตกลง FTA กับหลาย ๆ ประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมา นับว่าเป็นสิ่งที่น่าวิตกที่ไทยมีโอกาสเสียเปรียบด้านการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่จะได้เตรียมตัวลับมีดให้คมก่อนถึงเวลาบังคับใช้ข้อตกลงจริง เพราะในสภาพหมู่บ้านโลกเรามิอาจหลีกหนีข้อบังคับของ WTO ที่จะบังคับใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้ และเราก็หวังจะเห็นผลดีที่เกิดขึ้นหากแรงงานไทยได้มีการพัฒนามากขึ้นอย่างถูกทิศถูกทาง
แต่อีกมุมมองหนึ่ง รัฐบาลไทยปัจจุบันอาจมองการณ์ไกลเนื่องจากประสบการณ์ที่ดำเนินการระหว่างประเทศภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่ประกอบด้วย 5 ด้าน (ศูนย์ศึกษาเอเปค 2547: 2) ได้แก่
1. เขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า (ASEAN Free Trade Area: AFTA) เริ่มตั้งแต่ 1992
2. เขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area: AIA)เริ่มในปี 2010
3. การเปิดเสรีการค้า บริการในอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Service : AFAS) เริ่มตั้งแต่ 1992
4. ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation: AICO)เริ่มตั้งแต่ 1996
5. การอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน (ASEAN Framework Agreement on the Facilitation of Goods in Transit) เริ่มตั้งแต่ 1998
ซึ่งภายใต้ข้อตกลงส่วนใหญ่เน้นด้านอัตราภาษี ข้อตกลงเขตอาเซียนทั้ง 5 ด้านนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อการอุตสาหกรรม บริการและต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังเช่น
ในช่วงปี 2535 ไทยขาดดุลการค้ากับประเทศอาเซียนเป็นมูลค่า 1,051.2 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ต่อมาในปี 2536 ซึ่งเริ่มต้น AFTA ไทยเริ่มเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 645 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2541 ไทยเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 3,494.8 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2543 ไทยเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 3,167.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามอัตราภาษีที่ลดลงทำให้สินค้าเข้ามีราคาถูกลง ส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะสินค้าทุนที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 300% คือจาก 1,682.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2535 เพิ่มขึ้นเป็น 5,044.7ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2543 โดยสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งมีอัตราเพิ่มขึ้นระหว่าง 100- 650% ในขณะที่สินค้าส่งออกประเภทอุตสาหกรรมมีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นราว 300% จาก 3,319.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2535 เป็น 9,947.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2543 (ดูตาราง 1 ประกอบ) วัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น สินค้าที่มีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องจักรใช้ในการเกษตร หลอดและท่อโลหะ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ปลาทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง ด้ายทอผ้าและด้ายเส้นเล็ก หนังดิบและหนังฟอก ยากำจัดศัตรูพืช ไขมันและน้ำมันพืช ปลาป่นและสัตว์อื่น ๆ ป่น ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์นม สิ่งพิมพ์ เครื่องแต่งเรือน เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ของเล่น เครื่องเล่นกีฬาและเครื่องเล่นเกม ผักผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ผลจากการลดภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย ไม่มีศักยภาพในการปรับตัว เนื่องจากอุตสาหกรรมของประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอาเซียนที่มีราคาถูกกว่าได้ (ศูนย์ศึกษาเอเปค 2547: 12-14) ตัวอย่างของสินค้าจากประเทศข้างเคียงที่มีราคาถูกกว่าแม้ว่าจะมีคุณภาพต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ และให้โทษทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้ แต่สินค้าเหล่านั้นได้แพร่สะพัดให้กับกลุ่มที่มีรายได้น้อยบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ผลกระทบที่ตามมาคือ สินค้าที่ผลิตในประเทศที่มีราคาสูงกว่าแม้ว่าจะมีคุณภาพดีกว่าแต่ไม่เป็นที่สนใจของตลาด ทำให้ผู้ผลิตขาดทุนในการดำเนินการต่อได้ ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องรับภาระในการกำจัดเศษวัสดุอันตรายของสินค้าด้อยคุณภาพ
ผลของข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้าของ WTO ที่กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเปิดเสรีทางการค้าภายในปี 2010 และให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องเปิดเสรีทางการค้าภายในปี 2015 และประกอบกับในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเจริญทางด้าน IT อย่างรวดเร็ว ได้เป็นแรงผลักให้มีการส่งเสริมการค้าอย่างเสรี มีการบุกรุกด้านการตลาด การผลิต การเงินการธนาคาร การลงทุน และการศึกษาอย่างรวดเร็วและกว้างขวางจนประเทศไทยต้องทำ FTA(Free Trade Area) กับหลายประเทศก่อนถึงเวลาบังคับเพื่อเป็นการกระตุ้นให้แรงงานไทยต้องเร่งรีบพัฒนาทั้งศักยภาพและคุณภาพตนเอง และควรลดการผลิตแรงงานเชิงปริมาณ – เชิงพาณิช มิฉะนั้นเราจะขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาวได้

แรงงานที่แท้จริงในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ผลจากการสัมภาษณ์ผู้จัดการและหัวหน้างานในโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการประเภทบริการต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า “ขาดแรงงานที่มีคุณภาพ” แรงงานในที่นี้คือ แรงงานขั้นมัธยมศึกษาตอนต้น – ปลาย และอนุปริญญา เช่น ปวช. ปวท. ปวส. ส่วนคำว่าแรงงานที่มีคุณภาพ หมายความว่า แรงงานที่มีคุณลักษณะต่อไปนี้
1. มีความรู้ความสามารถทางวิชาการตรงตามมาตรฐานของแต่ละระดับการศึกษา
2. มีทักษะพื้นฐานและพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะอาชีพที่สถานประกอบการดำเนินการ
3. มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์และรักองค์การ
4. มีความใฝ่รู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต
5. มีความรู้ภาษาอังกฤษและมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์
6. มีไหวพริบ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
ในสภาพของความเป็นจริงแรงงานไทยมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใน
ระดับต่ำ มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ มีศักยภาพและมีความใฝ่รู้ค่อนข้างต่ำ มีความอดทน ขยันและซื่อสัตย์ มีไหวพริบ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ในระดับปานกลาง แรงงานไทยที่มีศักยภาพปานกลางมักชอบโยกย้ายงานตามเพื่อนและเมื่อไม่พึงพอใจกับสภาพงาน หรือเมื่อเห็นว่าค่าจ้างแรงงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะจากการศึกษาเส้นทางชีวิตการทำงานพบว่า แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี มีประสบการณ์การทำงาน(ย้ายงาน)มาราว 3-5 แห่ง มีผลทำให้ขาดทักษะการทำงานที่แท้จริง นอกจากนี้ยังพบว่าในตอนสุดท้ายของชีวิตการทำงาน แรงงานเหล่านี้คาดหวังว่าจะออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว(พศิน แตงจวง 2548)

อาชีวศึกษา
ความหมายของ อาชีวศึกษา ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2531 : 915) หมายถึง “การศึกษาที่มุ่งไปในทางช่างฝีมือ” การอาชีวศึกษาเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นด้านอาชีพ และเป็นเครื่องมือในการพัฒนากำลังคน อีกทั้งยังเป็นการจัดการศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนในระดับกลางประเภทช่างฝีมือต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม
เกลียวพรรณ์ ขำโนนงิ้วและคณะ (2546: 1-2) กล่าวว่าในส่วนของกรมอาชีวศึกษาได้กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนใน 5 ประเภทวิชา คือ ช่างอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม คหกรรมและศิลปกรรม โดยจัดการศึกษา 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) มีจุดมุ่งหมายที่สรุปได้ 3 ประการ ประกอบด้วย
1. เพื่อให้การศึกษาและฝึกอบรมที่จำเป็นแก่การอาชีพ เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกเรียนได้ตามความถนัด ตามความสนใจและตามความต้องการของตลาดแรงงาน
2. เพื่อให้งานที่ใช้เทคนิควิธีและเทคโนโลยี ได้มีการปฏิบัติจนเกิดทักษะ มีสติปัญญา มีคุณธรรมในการทำงานดีพอ มีความรู้เรื่องจัดการธุรกิจเชิงอุตสาหกรรมจนสามารถประกอบอาชีพได้
3. เพื่อใช้ความรู้และสำนึกในการทำงานที่ดี มีการป้องกันอุบัติภัย สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเคารพในสิทธิของตนและผู้อื่น มีความเข้าใจทางการเมืองและรู้จักปฏิบัติให้เป็นพลเมืองดี สำนึกความเป็นไทย

หมายความว่า โดยหลักการแล้วผู้ที่สำเร็จการศึกษาทั้งระดับ ปวช. และ ปวส. ได้ร่ำเรียนสาขาวิชาที่ตนเองถนัด สนใจและตามความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะ มีสติปัญญา มีคุณธรรมในการทำงาน มีความสามารถป้องกันอุบัติภัย ทำงานเป็นหมู่คณะได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพนักงานที่ดี แต่เป็นที่น่าสนใจว่าหลักสูตรทั้ง 2 ไม่ได้กล่าวถึง การเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ตลอดชีวิต มีความรู้ภาษาอังกฤษ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์และรักองค์การแต่อย่างใด ประเด็นดังกล่าวล้วนเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นบุคคลในยุคโลกาภิวัตน์

คุณภาพของผลผลิตด้านอาชีวศึกษา
จากการศึกษาของเกลียวพรรณ์ ขำโนนงิ้วและคณะ (2546:52-63) ซึ่งทำการศึกษาคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงรายตามคามคิดเห็นของนายจ้างในจังหวัดเชียงราย พบว่าความคิดเห็นของหน่วยงานภาครัฐ ที่มีต่อคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษา ด้านวิชาการ และ IT ด้านทักษะและวิธีปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านบุคลิกภาพและลักษณะส่วนตัวอยู่ในระดับมาก ในทางตรงกันข้ามความคิดเห็นของหน่วยงานภาครัฐวิสาหกิจเห็นว่าผู้สำเร็จการศึกษามีคุณลักษะทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับน้อย ซึ่งเรไร ธราวิจิตรกุล (อ้างในเกลียวพรรณ์ ขำโนนงิ้วและคณะ (2546: 2) แสดงความเห็นว่า การอาชีวศึกษาที่ผ่านมาขาดเงินงบประมาณในการพัฒนา ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเน้นด้านปริมาณ โดยไม่คำนึงคุณภาพ ขาดการประสานงานระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ ไม่มีข้อมูลตลาดแรงงาน ขาดการร่วมมือและกำลังสนับสนุนระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ ตลอดจนขาดการติดตามผลและประเมินผล
จากข้อมูลดังกล่าวจึงขัดต่อเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 20 ที่ว่า “การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่าสถานศึกษากับสถานประกอบการ ในอันที่จะนำข้อมูลทางตรงจากสถานประกอบการมาเป็นหลักในการจัดทิศทางและขอบเขตทางการจัดการศึกษา”
Mounier, Alain (2005) กล่าวว่า คุณภาพของผลผลิตด้านอาชีวศึกษาจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาที่ดำเนินตามมาตรฐานการศึกษามากน้อยเพียงใด หากปล่อยให้มีปริมาณการผลิตมากโดยไม่มีระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและมีมาตรฐานดีพอ ก็จะก่อให้เกิดการผลิตบุคลากรที่ด้อยคุณภาพ และเมื่อกลุ่มด้อยคุณภาพเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นก็จะก่อให้เกิดบัณฑิตด้อยคุณภาพในโอกาสต่อมา บัณฑิตเหล่านี้จะกลับมาสอนในสถาบันการศึกษาด้วยกระบวนการเช่นเดียวกัน กลายเป็นปัญหาแบบงูกินหางเรื่อยไป

ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและอาชีวศึกษา
ภายใต้หลักความเชื่อที่ว่า การทำงานคือ การเกิดผลทางเศรษฐกิจคือมีเงินเดือนหรือมีรายได้เป็นเงินตราตอบแทนนั้น Mill, Ted (1977: 88-89) กล่าวว่าเนื่องจากเราอยู่ในยุคของสังคมอุตสาหกรรม (industrial societies) ทำให้คนมองข้ามการทำงานบ้านของพ่อบ้านยามว่างหรือวันหยุดในสวนหย่อม ซ่อมเครื่องตัดหญ้า เปลี่ยนหลอดไฟฟ้า หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์หรือซ่อมของใช้และของเล่นให้ลูกหรือแม้กระทั่งการทำงานของแม่บ้านในบ้านเช่น ถูบ้าน ทำอาหาร ทำขนม เย็บปักซ่อมเสื้อผ้าว่าไม่ใช่การทำงาน(not working) และกล่าวอ้างถึงพจนานุกรม Webster’s New International Dictionary ว่าได้ให้ความหมายทั้งในส่วนของรายได้และในทำนองเดียวกันก็กล่าวถึงว่า คือ การทำงานเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในงาน (an effort to accomplish something)
Mill, Ted (1977: 90-91) กล่าวอ้างถึงเกณฑ์ในการทำงานที่ The American Center for Quality of Work Life in Washington กำหนดไว้ 14 ประการ ประกอบด้วย
1. มีการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและการจัดการ
2. มีการพัฒนาด้านการสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ดี
3. มีการพัฒนาสภาพ บรรยากาศการทำงาน (working conditions)
4. มีความร่วมมือระหว่างภาคแรงงานและภาคการจัดการในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท
5. พัฒนาให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น
6. ก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่พนักงานทุกคน
7. สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทะลายความลำเอียงลง
8. พัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน (environment)
9. ส่งเสริมให้พนักงานสามารถแก้ปัญหาประจำวันได้
10. พัฒนาลักษณะงาน(improved jobs)
11. พัฒนาคุณภาพของผลผลิต
12. ดำเนินการแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
13. เสริมสร้างผลกำไรแก่บริษัท
14. ลดปริมาณการนิเทศลง

โดยหลักการทั่วไปเชื่อกันว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการสำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษา แต่จากการสำรวจของศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาและแรงงาน(CELS) ภายใต้งานวิจัยที่ชื่อว่า การจ้างงาน ทักษะและการศึกษา:การแสวงหาระบบและโครงสร้างแรงงานเพื่อการพัฒนาที่พอเพียงและยั่งยืน” ซึ่งเป็นงบประมาณ แผ่นดิน ทำการสำรวจแรงงานในภาคอุตสาหกรรม(โรงงานอุตสาหกรรม) และผู้ประกอบอาชีพอิสระ พบว่าราวร้อยละ 15 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า ร้อยละ 35 มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 35 มีการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และเพียงร้อยละ 15 มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่า
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าแรงงานไทยภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการมีการศึกษาต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการที่เป็นนักลงทุนจาต่างประเทศ (Foreign Direct Investment- FDI) ต้องการแรงงานราคาถูก มีคุณวุฒิต่ำ ต้องการแรงงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถสูง เพียงแต่สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดมาจากโรงงานแม่ในต่างประเทศ จึงก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอีกหลายประการ เช่น มีเงินเดือนต่ำ(Low wage) มีทักษะต่ำ(Low skill) และมีผลิตภาพต่ำ(Low productivity) และไม่ก่อให้เกิดการผ่องถ่ายความรู้ (Transfer of knowledge) แต่อย่างใด
จากการสัมภาษณ์นายจ้างสถานประกอบการเกี่ยวกับทักษะแรงงานที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาพบว่า ทักษะที่ผู้สมัครเข้าทำงานจบการศึกษาระดับ ปวช./ปวส. ส่วนใหญ่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาระงานที่ดำเนินการในสถานประกอบการ จึงทำให้สถานประกอบการประเภทประกอบชิ้นส่วนต้องการรับสมัครพนักงานที่มีวุฒิตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไปซึ่งสามารถอ่านภาษาอังกฤษออกบ้างจำนวนมาก และหลังจากที่สมัครแล้วก็ทำการฝึกอบรมทักษะการทำงานราว 1-3 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลักษณะงาน ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. จะถูกบรรจุให้เรียนรู้การคุมเครื่องจักร เนื่องจากจะมีความสามารถฝึกให้เรียนรู้ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรได้ง่าย อย่างไรก็ตามสถานประกอบการที่ต้องการผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. จะเข้มงวดในการรับสมัคร โดยมีการทดสอบทักษะขั้นพื้นฐาน และมีผลสรุปว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. จากสถาบันการศึกษาของรัฐมีมาตรฐานทักษะการทำงานสูงกว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเอกชน
ในรายงานของ Klemp,Jr., George O. (1977: 102-103) พบว่าการศึกษาด้านวิชาการที่พนักงานมีสูงมักไม่สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เขามีคำอธิบายว่างานบางอย่างต้องการพนักงานที่มีความตั้งใจ (willing) และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ (to learn new things) และพบว่าการศึกษาที่ได้จากห้องเรียนจะลืมหมดภายใน 1-2 ปี และการที่จะเป็นพนักงานที่ดีนั้น Schumacher, E.F.(1977: 61-62) กล่าวว่า สถาบันการศึกษาจะต้องสอนให้นักศึกษาพร้อมที่จะเข้าสู่โลกของงาน โดยให้สามารถจำแนกแยกแยะให้ได้ระหว่างงานที่ดี (Good work) และงานที่เลว (Bad work) และเน้นให้ปฏิเสธที่จะทำงานในแบบเลว นักศึกษาควรถูกสอนให้ปฏิเสธการทำงานในลักษณะน่าเบื่อ ไม่มีคุณค่า น่าเยาะเย้ย แต่ให้ตระหนักว่า การทำงานคือชีวิต มีความสุขกับการทำงานและกระตือรือร้นที่จะพัฒนาอยู่เสมอ

บทวิเคราะห์
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออก (Export led growth) โดยเชิญชวนให้นักลงทุนจากต่างประเทศมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไปขายทั้งในเอเชียและทวีปอื่น ๆ มีการเสนอเงื่อนไขปลอดภาษี และประชาสัมพันธ์เรื่องแรงงานมีคุณภาพแต่ค่าแรงต่ำ มีสาธารณูปโภคบริการพร้อม ซึ่งทำให้มีนักลงทุนมาสร้างโรงงานประกอบและผลิตสินค้าจำนวนมาก ทำให้คนไทยมีงานทำดังที่ทราบดันโดยทั่วไป แต่ผลจากการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาและแรงงาน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อวิจัยที่ว่า “การจ้างงาน ทักษะและการศึกษา : การแสวงหาระบบและ โครงสร้างแรงงานเพื่อการพัฒนาที่พอเพียงและยั่งยืน” พบว่ามีปัญหาด้านแรงงาน การจ้างงานและมีผลิตภาพค่อนข้างต่ำ ข้อค้นพบดังกล่าวได้ตอกย้ำผลการวิจัยของ เกลียวพรรณ์ ขำโนนงิ้วและคณะ (2546) งานวิจัยของ สกศ. (อ้างในอำรุง จันทวานิช 2548: 60) และคำกล่าวอ้างของ สิริพร บุญญานันต์ (2548) ที่ว่าแรงงานไทยยังขาดคุณภาพ และจากข้อสรุปของ Mounier, Alain (2005) ที่กล่าวว่า คุณภาพของผลผลิตด้านอาชีวศึกษาจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาที่ดำเนินตามมาตรฐานการศึกษามากน้อยเพียงใด หากปล่อยให้มีปริมาณการผลิตมากโดยไม่มีระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและมีมาตรฐานดีจะก่อให้เกิดปัญหาแบบงูกินหางเรื่อยไป ประกอบกับข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแล้วนั้น ในการวิเคราะห์เพื่อการแก้ปัญหา เราอาจต้องทำความเข้าใจการมองภาพของงานในอนาคตดังที่ Harman, Willis W. (1977: 236-237) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า งานในอนาคตจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สถาบันการศึกษาจะต้องทำความเข้าใจในความเป็นไปเหล่านี้ โดยเขาได้ตั้งข้อสังเกต 7 ประการ ประกอบด้วย
1. ในสังคมอุตสาหกรรม มีความสัมพันธ์อย่างสูงระหว่างการจ้างงาน(Employment) และเครื่องมือ(Resource utilization)
2. งานอุตสาหกรรมที่มีพัฒนาการอย่างมากย่อมก่อให้เกิดผลิตภาพแรงงานสูงขึ้นด้วย
3. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและวัตถุดิบมีผลกระทบต่อการจ้างงานและผลิตภาพแรงงาน
4. การมุ่งเน้นผลิตภาพแรงงานย่อมทำลายความชำนาญบางอย่างและลดการให้ความสนใจแรงจูงใจลง
5. การเพิ่มระดับการศึกษากับการลดคุณค่าของงานก่อให้เกิดปัญหาต่อแรงงานที่กำลังปฏิบัติงาน
สิ่งที่ Harman กล่าวข้างต้นนั้น Kuhn, Sarah (1992: 266-267) ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ความ
เจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมพิวเตอร์ได้เข้าไปทำงานแทนที่ทักษะที่ครั้งหนึ่งต้องอาศัยทักษะของคนและกล่าวว่างานมีลักษณะแตกแขนงและก่อให้เกิดภาระงานใหม่ ๆ ขึ้น ส่วนการผลิตเพื่อมุ่งขายให้กับกลุ่ม เป้าหมายขนาดใหญ่จะต้องการทักษะเฉพาะของมนุษย์ลดลง เหตุการณ์ที่ Kuhn กล่าวสอดคล้องกับที่ พศิน แตงจวง (2548) พบในงานวิจัยของ CELS ที่ว่าสถานประกอบการประเภทผลิตเพื่อขายสู่เป้าหมายปริมาณมากและใช้เครื่องจักรทำงาน และใช้พนักงานทำงานในส่วนที่ไม่ต้องใช้ความรู้หรือสติปัญญาสูงในการตัดสินใจ จะประกาศรับพนักงานที่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น เข้าทำงาน ส่วนสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. เข้าทำงานในปริมาณมาก แต่จะรับพนักงานที่มีวุฒิปริญญาตรี เพียงจำนวนน้อยเพื่อทำหน้าที่หัวหน้างานหรือรับผิดชอบการบริหารงานบุคคล ในสถานประกอบการที่ผลิตสินค้าคุณภาพสูงและมีนักลงทุนเป็นชาวต่างชาติมักจะเข้มงวดในการคัดเลือกบุคลากรใหม่ และจะส่งบุคลากรใหม่เข้ารับการฝึกอบรมในบริษัทแม่ต่างประเทศทั้งนี้เนื่องจากความรู้ความสามารถของบัณฑิตจากสถาบันการศึกษายังไม่เพียงพอที่จะเข้าปฏิบัติงานได้
ส่วนสถานประกอบการที่เป็น Self-employed หรือประกอบอาชีพอิสระ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมครอบครัวที่มีปริมาณการจ้างแรงงานจากภายนอกจำนวนน้อย ในกรณีที่มีการจ้างแรงงานจากภายนอกส่วนใหญ่พบว่าเป็นแรงงานจากชายขอบและจากเพื่อนบ้านที่เข้ามาขายแรงงานกรรมกร ทักษะของผู้ประกอบอาชีพอิสระส่วนใหญ่สืบทอด เรียนรู้จากบรรพบุรุษมากกว่าจากสถาบันการศึกษา ลักษณะของผลผลิตจึงยังไม่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศหรือแย่งชิงตลาดต่างประเทศได้
ในสภาวะที่รัฐบาลไทยออกไปทำการตกลง FTA กับนานาประเทศย่อมมีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศได้ เนื่องจากจะมีสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้ามาโดยไม่เสียภาษี ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ มีหน้าที่หลักในการผลิตบุคลากรออกไปรับใช้ในองค์การต่าง ๆ ในระดับต่าง ๆ และยังมีภารกิจในการบริการสังคมอีกด้วย จึงน่าจะมีการทบทวนภารกิจ และหน้าที่เร่งด่วนเพื่อช่วยกันพัฒนาชาติ ศักยภาพของเยาวชนและของบุคลากรของชาติให้ทัดเทียมกับนานาชาติมากกว่านี้

ตัวอย่างปัญหาการศึกษาในระบบและการแก้ไขในสถานประกอบการ
Lusterman (1977: 79-80) กล่าวถึง การศึกษาสำหรับแรงงาน (Employee education) ว่าเกิดขึ้นในสถานประกอบการที่พนักงานสมัครเข้าทำงาน เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าและความสลับซับซ้อนของทักษะมีมากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาดังกล่าวถูกนำมากล่าวถึงหลังจากที่อยู่ในมุมมืดของระบบการศึกษา (Shadow educational system) มานาน ทั้ง ๆ ที่การศึกษานี้มีเป้าหมาย มีความเหมาะสมในการพัฒนาทักษะของแรงงานมากกว่าระบบการอาชีวศึกษาที่จัดในสถาบันการศึกษาเสียอีก และจากการศึกษาพบว่าในปี 1975 ผู้ประกอบการเอกชนขนาดใหญ่จำนวน 7,500 แห่ง จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาดังกล่าวมากถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Tough (cited in Chickering, 1977: 125-126) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้จำนวนมากเกิดนอกระบบโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Houle (cited in Chickering, 1977: 126) ที่พบในทำนองเดียวกันว่า ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม สังคมอาชีพ (Guilds) และสถานประกอบการต่าง ๆ จัดการศึกษาด้านอาชีวะแก่พนักงาน ส่วนด้านวิชาความรู้ (scholarly training) จัดโดยมหาวิทยาลัย
ในประเทศฝรั่งเศส สถาบันวิจัยชื่อว่า Institut National de la Recherche Agronomique(INRA) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Montpellier ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับพืชพานิชนานาชนิดที่ประเทศชาติให้ความสนใจ และรวมถึงการทำการวิจัยองุ่นพันธุ์ดีต่าง ๆ ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการและทดลองในแปลงของทั้งของสถาบันและเกษตรกร ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า 15 ปีก็ได้เปลี่ยนพันธุ์องุ่นที่ใช้ผลิต Wine จากชั้นเลว ขายไม่ได้มาเป็นชั้นดีเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก สถาบันเป็นผู้นำในการผลิต Wine ชั้นดีโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมทุกขั้นตอน
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันได้มีกฎหมายรองรับให้สถานประกอบการจัดการศึกษาให้กับคนงานได้เองเสมือนเป็นโรงเรียนในโรงงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของแรงงานไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพของคนงานให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น ส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพของคนงานให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นซึ่งความรู้เหล่านี้นอกจากจะส่งผลดีต่อตัวคนงานเองแล้วยังส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้วย เพราะเมื่อแรงงานมีความรู้มากขึ้นการทำงานก็จะมีประสิทธิ-ภาพมากตามไปด้วย (กุลนารี เสือโรจน์ 2548: 45) แต่ในสภาพที่เป็นจริงสถานประกอบการที่ดำเนินการ ส่วนใหญ่ดำเนินการฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัย 5 ส หรือให้เรียนรู้จากการทำงาน(on-the-job-training) อื่นเพื่อสามารถทำงานทดแทนในกรณีที่เพื่อนร่วมงานขาดงานได้โดยไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสียผลประโยชน์

บรรณานุกรม
กุลนารี เสือโรจน์ (2548) “จากวันกรรมกรสากลถึงวันแรงงานแห่งชาติ” วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 7.
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2531) กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์.
พศิน แตงจวง (2548). ศักยภาพของแรงงานไทย : บทเรียนจากการสัมภาษณ์พนักงานและผู้บริหารสถาน
ประกอบการ บทความประกอบการเสนองานวิชาการ จัดโดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย 24
สิงหาคม ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์
สิริพร บุญญานันต์ (2548). “ผู้ประกอบการเสนอสถานศึกษาพัฒนาบัณฑิตสำเร็จรูป” วารสารการศึกษาไทย
ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 มิถุนายน.
ศูนย์ศึกษาเอเปค (2547). การศึกษาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคในปัจจุบันของไทย. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
มรกต ศรีสุขและชอุ่ม มงคล(2543). ความสามารถด้านทักษะของเยาวชนไทยบนเวทีโลก : ผลการแข่งขัน
แรงงานนานาชาติ ปี 2536-2542. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กรุงเทพฯ : บริษัท เซเว่น
พริ้นติ้ง กรุ๊ป จำกัด
อำรุง จันทวานิช (2548) “สกศ.เร่งส่งเสริมสถานประกอบการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถแรงงานไทย”
วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 9 มิถุนายน.
อมเรศ ศิลาอ่อน (2548). “สกศ.เตรียมจัดทำแผนเพื่อยกระดับการศึกษาอาชีวะ” วารสารการศึกษาไทย ปีที่ 1
ฉบับที่ 7 เมษายน.
ACIRRT (1999). Australia at Work. Sydney: Prentice Hall.
Adler, Mortimer J. (1977). “Work, Education, and Leisure” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating
Work and Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Chickering, Arthur W. (1977). “Vocations and the Liberal Arts” in Vermilye, Dyckman W. (Editor).
Relating Work and Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Harman, Willis W. (1977). “Future Work, Future Learning” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating
Work and Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Jones, Bryn (1992). “When Certainty Fails: Inside the factory of the Future” in Wood, Stephen (Editor).
The Transformation of Work? : Skill, Flexibility and the Labour Process. London: Routledge.
Lusterman, Seymour. (1977). “Education in Industry” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating Work
and Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Mills, Ted. (1977). “Work as Learning Experience” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating Work
and Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Schumacher, E.F. (1977). “Good Work” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating Work and Education.
San Francisco: Jossey-Bass Publishers.
Wirtz, Willard (1977). “Education for What?” in Vermilye, Dyckman W. (Editor). Relating Work and
Education. San Francisco: Jossey-Bass Publishers.